⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6270/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6270/2557

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาของศาลแรงงานที่วินิจฉัยว่าลูกจ้างไม่ได้กระทำผิดและนายจ้างไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย มีผลผูกพันนายจ้างในประเด็นเดียวกัน แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

เดิมโจทก์ฟ้องเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 ของศาลแรงงานกลาง ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ให้โจทก์คืนเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายให้แก่ลูกจ้าง (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่สามารถจัดหาบุคคลอื่นมารับมอบหน้าที่จากจำเลยที่ 1 ได้ ผู้บังคับบัญชาไม่เคยแจ้งให้จำเลยที่ 1 สะสางงานที่คั่งค้างหรือดำเนินการให้ค้นหาหรือชี้แจงเกี่ยวกับเอกสารที่อ้างว่าสูญหาย และไม่สามารถระบุได้ว่าเอกสารที่โจทก์อ้างว่าสูญหายนั้นคือเอกสารอะไร ลูกค้ารายใด จำนวนเงินเท่าใด ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามที่โจทก์อ้าง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินประกันให้จำเลยที่ 1 คำพิพากษามีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายผู้ยื่นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11), 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำผิดและโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 นับตั้งแต่วันที่ศาลแรงงานกลางได้มีพิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรือให้งดเสียถ้าหากมี คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ลาออกโดยมิได้สะสางและส่งมอบงานบัญชีที่อยู่ในความรับผิดชอบให้แก่ผู้จัดการฝ่ายบัญชีคนใหม่ ไม่ดูแลเอกสารของลูกหนี้ทำให้เอกสารสูญหายหลายรายการซึ่งเป็นเหตุอย่างเดียวกันกับที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 แม้คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดแต่โจทก์ก็ถูกผูกพันตามคำพิพากษานั้น จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดและโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 (ผู้ค้ำประกัน) จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังนี้ ข้อ 1 ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 ของศาลแรงงานกลางหรือไม่ ข้อ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้องอันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ ข้อ 3 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้อ้างเหตุว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในขณะเป็นลูกจ้างโจทก์ถือว่าเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้โจทก์เสียหายนั้น ศาลแรงงานกลางได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อนี้ก่อนแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 ของศาลแรงงานกลางหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในมูลผิดสัญญาจ้างแรงงาน ละเมิด และค้ำประกัน สำหรับคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 ของศาลแรงงานกลางโจทก์ฟ้องพนักงานตรวจแรงงานเป็นจำเลยเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ให้โจทก์คืนเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานให้แก่ลูกจ้าง (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นคนละเรื่องกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เห็นว่า แม้คดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 ของศาลแรงงานกลางโจทก์จะฟ้องพนักงานตรวจแรงงานเป็นจำเลยเพื่อขอให้ศาลแรงงานกลางเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์คืนเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจำนวน 14,300 บาท ให้แก่ลูกจ้าง (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) โดยคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้าง และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีในเรื่องที่เกี่ยวกับการทำผิดสัญญาจ้างแรงงานของจำเลยที่ 1 ไว้แล้วว่า จำเลยที่ 1 ลาออกโดยบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน ตามระเบียบข้อบังคับเพื่อให้โจทก์จัดหาบุคคลอื่นมารับมอบงาน แต่โจทก์ไม่สามารถจัดหาบุคคลอื่นมารับมอบหน้าที่จากจำเลยที่ 1 ได้ ผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ไม่เคยแจ้งให้จำเลยที่ 1 สะสางงานที่คั่งค้างหรือดำเนินการให้ค้นหาหรือชี้แจงเกี่ยวกับเอกสารที่อ้างว่าสูญหาย เอกสารของลูกหนี้หลายรายที่โจทก์อ้างว่าสูญหายจนถึงวันฟ้องก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเอกสารที่สูญหายนั้นคือเอกสารอะไร ลูกค้ารายใด จำนวนเงินเท่าใด ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ในคดีนี้โจทก์ก็ยังฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ลาออกโดยมิได้สะสางและส่งมอบงานบัญชีที่อยู่ในความรับผิดชอบให้แก่ผู้จัดการฝ่ายบัญชีคนใหม่ ไม่ดูแลรักษาเอกสารของลูกหนี้ทำให้เอกสารสูญหายหลายรายการซึ่งเป็นเหตุการณ์กระทำอย่างเดียวกันกับที่ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 แล้ว แม้คดีดังกล่าวนั้นยังไม่ถึงที่สุดแต่ศาลแรงงานกลางก็ได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิด และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ผลแห่งการวินิจฉัยและคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548ย่อมมีผลผูกพันคู่ความในกระบวนการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสียถ้าหากมีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ดังนี้เมื่อโจทก์ในคดีนี้เป็นโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 ของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นบุคคลผู้ยื่นคำฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลาง อันเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์จึงมีผลผูกพันโจทก์ในคดีนี้ด้วย กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิด โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6270/2557 บริษัทเอสทีแกรนด์คอร์ปอเรชั่น จำกัด โจทก์ นางสาวสายฝน ฟูวัฒนศิลป์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเอสทีแกรนด์คอร์ปอเรชั่น จำกัด · จำเลย - นางสาวสายฝน ฟูวัฒนศิลป์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธีระพงศ์ จิระภาค · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายวิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำร.1537/2549

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1701/2524ฎีกา 793/2504ฎีกา 2314/2519ฎีกา 3160/2536ฎีกา 2844/2543ฎีกา 5101/2550ฎีกา 6296/2545ฎีกา 995/2529ฎีกา 3405/2537ฎีกา 1177-1178/2511ฎีกา 2909/2524ฎีกา 2893/2540ฎีกา 181/2495ฎีกา 360/2502ฎีกา 3116/2529ฎีกา 795/2543ฎีกา 4810/2542ฎีกา 1010/2539ฎีกา 1721/2528ฎีกา 2660/2536ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 79/2501ฎีกา 4838/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา