คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6793/2557
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงแตกต่างจากฟ้องโจทก์ และลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยได้ใหม่ หากข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยได้ใหม่นั้นเป็นความผิดต่อส่วนตัว โจทก์ย่อมมีสิทธิถอนฟ้องคดีได้.
ย่อคำพิพากษา
แม้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นคดีความผิดต่อแผ่นดิน แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงและลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม และยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงแก้ไข กรณีย่อมถือว่าคดีนี้เป็นความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งโจทก์ชอบที่จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยจำเลยไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 334, 335 (7) (11)
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี จำนวน 29 กระทง รวมเป็นจำคุก 29 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้จำคุกจำเลย 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 (2)
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำนวน 29 กระทง จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมจำคุก 29 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 20 วัน รวมจำคุก 580 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยไม่คัดค้าน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นคดีความผิดต่อแผ่นดิน แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงและลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม และยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงแก้ไข กรณีย่อมต้องถือว่าคดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งโจทก์ชอบที่จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ และเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยจำเลยไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)
จึงให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6793/2557
บริษัททิส เวิลด์ไวด์ มาร์เก็ตติ้ง (1997) จำกัด โจทก์
นายนันทพงศ์ รัตน์วงศ์เวช จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัททิส เวิลด์ไวด์ มาร์เก็ตติ้ง (1997) จำกัด · จำเลย - นายนันทพงศ์ รัตน์วงศ์เวช |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา · บุญมี ฐิตะศิริ · จตุรงค์ นาสมใจ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นางสาวดวงฤดี คงหนู · ศาลอุทธรณ์ - นายกานต์ วงศ์ศิริ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.1537/2555 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา