⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 932/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 932/2557

ป.วิ.แพ่ง ม.142, 246, 247

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวงย่อมตกเป็นโมฆะ และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยเบิกความตอบศาลถามว่า ที่ น.ส. 3 ก. เลขที่ 371 มีราคาประเมินประมาณ 140,000 บาท ก็เจือสมกับทางนำสืบโจทก์ว่า อ. ได้นำที่ไปตีใช้หนี้ในราคา 104,375 บาท จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นการบ่งชี้ว่า ที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 371 มีราคาเพียง 100,000 บาทเศษ การที่โจทก์ทั้งสองกับพวกไปทำสัญญาจะซื้อจะขายในราคาเท่ากับหนี้ที่ อ. ค้างชำระอยู่กับจำเลยจำนวน 939,706.45 บาท จึงเชื่อว่าเป็นการทำสัญญาเพื่อนำไปใช้แสดงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีประกอบการของดการบังคับคดีตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้อง โดยคู่สัญญามิได้มีเจตนาผูกพันกันตามนั้น ถือว่านิติกรรมดังกล่าวเกิดจากการแสดงเจตนาลวงย่อมตกเป็นโมฆะ ปัญหาดังกล่าวถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ให้จำเลยชำระเงิน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสอง 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 เมษายน 2553) จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยยังไม่เกิด เนื่องจากยังไม่ได้ตกลงราคาที่ดินที่จะซื้อจะขายกันให้เป็นที่แน่นอน เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2552 โจทก์ทั้งสองกับจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 741 ซึ่งเดิมเป็นของนายโอภาส โดยการทำสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวง เพื่อใช้เป็นหลักฐานนำไปแสดงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้งดการบังคับคดีขับไล่โจทก์ทั้งสองกับพวกออกจากที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 741 ตามข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของคดีนี้ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า นิติกรรมจะซื้อจะขายที่ดินเกิดจากการแสดงเจตนาลวงของฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นกลับไปวินิจฉัยว่า สัญญาจะซื้อจะขายยังไม่เกิด เนื่องจากยังไม่ได้ตกลงราคาที่จะซื้อจะขายกันให้เป็นที่แน่นอน การที่จำเลยรับเงินไว้เป็นการรับโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จึงต้องคืนให้แก่โจทก์ทั้งสองในฐานลาภมิควรได้ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยในประเด็นนี้มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการต่อไปว่า สัญญาจะซื้อจะขาย ที่โจทก์ทั้งสองทำกับจำเลยเกิดจากเจตนาลวงหรือไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 และเห็นว่า คดีนี้ พยานจำเลยปากนายสามารถ ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยเบิกความตอบศาลว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 741 มีราคาประเมินเพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประมาณ 140,000 บาท ซึ่งเจือสมกับที่โจทก์นำสืบว่า นายโอภาสนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 741 ไปตีใช้หนี้ในราคา 104,375 บาท ซึ่งเป็นราคาตามราคาประเมิน จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นการบ่งชี้ว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 741 มีราคาเพียง 100,000 บาทเศษ การที่โจทก์ทั้งสองกับพวกไปทำสัญญาจะซื้อจะขายในราคาเท่ากับมูลค่าหนี้ที่นายโอภาสค้างชำระอยู่แก่จำเลย 939,706.46 บาท เชื่อว่าเป็นการทำสัญญาขึ้นเพื่อนำไปใช้แสดงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อประกอบในการขอให้งดการบังคับคดีตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องและนำสืบ มิได้มีเจตนาจะผูกพันกันตามนั้น ถือได้ว่านิติกรรมดังกล่าวเกิดจากการแสดงเจตนาลวงย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินที่ได้รับไว้จำนวน 70,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ฐานลาภมิควรได้ตามมาตรา 172 วรรคสอง ส่วนปัญหาอื่นตามฎีกาโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 เมษายน 2553) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 932/2557 นางสาวศิริเพ็ญหรือสิริเพ็ญ ช้างกรุด กับพวก โจทก์ สหกรณ์การเกษตรท่ามะกา จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวศิริเพ็ญหรือสิริเพ็ญ ช้างกรุด กับพวก · จำเลย - สหกรณ์การเกษตรท่ามะกา จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระชาติ เอี่ยมประไพ · อนันต์ วงษ์ประภารัตน์ · วิจิตร วิสุชาติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายณรงค์ศักดิ์ จันทรสูตร · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายจักรกฤษ เจริญเลิศ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.3430/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4107/2563ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3231/2557ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1079/2497ฎีกา 1000/2505ฎีกา 8735/2542ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 377/2500ฎีกา 2610/2538ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา