⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 10008/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10008/2558

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นโดยคู่กรณีที่ทราบถึงมูลหนี้ละเมิดแล้ว แต่ตกลงสละสิทธิเรียกร้องเพื่อระงับข้อพิพาทให้เสร็จไป มีผลทำให้มูลหนี้ละเมิดระงับสิ้นไปตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์ โดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์ที่มี อ. เป็นคนขับและเอาประกันภัยไว้กับโจทก์เป็นเหตุให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุ อ. และจำเลยที่ 1 ไปพบพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจและทำบันทึกเกี่ยวกับรถเฉี่ยวกันมีข้อความส่วนที่เป็นสาระสำคัญว่า "อ. ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจาก ป. (ป. คือจำเลยที่ 1) แต่อย่างใด" ซึ่งข้อความดังกล่าวมีความหมายชัดเจนในตัว เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ปรากฏว่า อ. ทราบก่อนทำเอกสารแล้วว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายขับรถประมาทและเป็นฝ่ายกระทำละเมิดซึ่งต้องรับผิดในเรื่องค่าเสียหาย แต่ อ.ยังคงตกลงยินยอมที่จะไม่เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนใด ๆ จากจำเลยที่ 1 และลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน เช่นนี้เป็นการสละสิทธิเรียกร้องเพื่อระงับข้อพิพาทให้เสร็จไปโดยยอมผ่อนผันให้แก่กัน เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ซึ่งเป็นผลให้มูลหนี้ละเมิดจากการที่รถเฉี่ยวชนกันระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิของ อ. ผู้เอาประกันภัยที่จะเรียกร้องค่าเสียหายรถเฉี่ยวชนกันจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 195,155.60 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 193,880.77 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 193,880.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,274.83 บาท) กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 9,500 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ฎีกาโต้แย้งฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ลรล กรุงเทพมหานคร 0673 โดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน วย 1711 กรุงเทพมหานคร ที่มีนายแอนดริว เป็นคนขับและเอาประกันภัยไว้กับโจทก์ที่บริเวณถนนสนามบินสุวรรณภูมิ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เป็นเหตุให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าซ่อมแซมรถยนต์คันดังกล่าว 193,880.77 บาท ให้แก่นายแอนดริวแล้ว สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 4 นั้นยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่ามูลหนี้ละเมิดจากการที่รถเฉี่ยวชนกันระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า หลังเกิดเหตุนายแอนดริวและจำเลยที่ 1 ไปพบร้อยตำรวจเอกวิโรจน์ พนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรบางพลีและทำบันทึกเกี่ยวกับรถเฉี่ยวกันตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี มีข้อความส่วนที่เป็นสาระสำคัญว่า "นายแอนดริวไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากนายประสิทธิ์ (คือจำเลยที่ 1) แต่อย่างใด" ซึ่งข้อความดังกล่าวมีความหมายชัดเจนในตัว เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ปรากฏว่านายแอนดริวทราบก่อนทำรายงานประจำวันดังกล่าว แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายขับรถประมาทและเป็นฝ่ายกระทำละเมิดซึ่งต้องรับผิดในเรื่องค่าเสียหาย แต่นายแอนดริวยังคงตกลงยินยอมที่จะไม่เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนใด ๆ จากจำเลยที่ 1 และลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานเช่นนี้เป็นการสละสิทธิเรียกร้องเพื่อระงับข้อพิพาทให้เสร็จไปโดยยอมผ่อนผันให้แก่กัน เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ซึ่งเป็นผลให้มูลหนี้ละเมิดจากการที่รถเฉี่ยวชนกันระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิของนายแอนดริวผู้เอาประกันภัยที่จะเรียกร้องค่าเสียหายรถเฉี่ยวชนกันจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ ที่โจทก์อ้างว่าข้อความส่วนที่เป็นสาระสำคัญดังกล่าวมีความหมายเพียงว่านายแอนดริวไม่ต้องการเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ด้วยตนเองเท่านั้น ก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานหรือพฤติการณ์แวดล้อมสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10008/2558 บริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายประสิทธิ์หรือสิรวิษณ์ นิ่มนวล โดยนางมัลลิกา นิ่มนวล ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นายประสิทธิ์หรือสิรวิษณ์ นิ่มนวลโดยนางมัลลิกา นิ่มนวล ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กรองเกียรติ คมสัน · ถมรัตน์ เลิศไพรวัน · สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ