⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 11153/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11153/2558

พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ม.4, 21, 40 ฯลฯ · ป.อาญา ม.29, 30, 56 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การดัดแปลงอาคารโดยการเพิ่มขยายขอบเขต รูปทรง น้ำหนัก หรือทำให้รูปแบบโครงสร้างผิดไปจากเดิม ถือเป็นการกระทำที่ต้องได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายควบคุมอาคาร.

ย่อคำพิพากษา

พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัติความหมายคำว่า อาคาร ว่าให้หมายความรวมถึงส่วนต่าง ๆ ของอาคาร และคำว่า ดัดแปลง ว่า เปลี่ยนแปลง ต่อเติม เพิ่ม ลด หรือขยายซึ่งลักษณะขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก เนื้อที่ ของโครงสร้างของอาคารหรือส่วนต่าง ๆ ของอาคารซึ่งได้ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจากเดิม และมิใช่การซ่อมแซมหรือการดัดแปลงที่กำหนดในกฎกระทรวง การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทำการดัดแปลงอาคารตึกแถวจากเดิมซึ่งเป็นอาคาร 3 ชั้น ดัดแปลงเป็นอาคาร 5 ชั้น โดยทำการก่อสร้างเสาเหล็กขึ้นตามชั้นต่าง ๆ และทำการก่อสร้างพื้น ค.ส.ล. ในชั้นที่ 5 ด้วย อันเป็นการเพิ่มขยายขอบเขต รูปทรง น้ำหนัก ทำให้รูปแบบโครงสร้างของอาคารที่ได้ก่อสร้างไว้แล้วผิดไปจากเดิมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและไม่ได้รับยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมายให้กระทำได้ พร้อมทั้งอ้าง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 จึงเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบองค์ประกอบความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตลอดจนข้อเท็จจริงและรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว เมื่อจำเลยกระทำความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2550 ต่อเนื่องกันไปถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2551 จึงต้องเริ่มนับอายุความในวันที่ 12 มิถุนายน 2551 เมื่อนับถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2556 ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกิน 5 ปี คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ส่วนความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคาร เมื่อครบ 60 วัน ตามคำสั่งที่ให้รื้อถอนอาคารเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 แล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เมื่อนับถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2556 ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกิน 5 ปี คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความเช่นกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.95 พระราชบัญญัติ ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.21 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.40 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.42 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.47 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.65 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.66

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 40, 42, 65, 66 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และปรับจำเลยรายวันตามกฎหมายนับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2551 อันเป็นวันที่จำเลยฝ่าฝืนจนกว่าจำเลยจะดำเนินการรื้อถอน จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 เดือน และปรับ 30,000 บาท กับปรับรายวัน วันละ 150 บาท นับแต่วันที่ดัดแปลงอาคารโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จนถึงวันก่อนครบกำหนดรื้อถอนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น คือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 จนถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 เป็นเวลา 245 วัน เป็นเงิน 36,750 บาท และฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตาม จำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท กับปรับรายวัน วันละ 150 บาท นับแต่วันครบกำหนดรื้อถอนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตาม คือวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 จนกว่าจำเลยจะได้ดำเนินการรื้อถอนเสร็จสิ้น เมื่อคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 8 พฤษภาคม 2556) เป็นเวลา 1,770 วัน เป็นเงิน 265,500 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง รวมสองกระทง คงจำคุก 3 เดือน 15 วัน และปรับ 25,000 บาท กับคงปรับรายวัน วันละ 75 บาท เป็นเงิน 151,125 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังไม่เกินหนึ่งปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับรายวันหลังจากวันที่ 11 มิถุนายน 2551 สำหรับความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายและครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ สำหรับความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าการก่อสร้างเสาเหล็ก (วายแฟร้งค์) ถือเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร และคำนิยามคำว่าดัดแปลง ไม่มีคำว่าทำการก่อสร้างเสาเหล็ก (วายแฟร้งค์) ทั้งโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยก่อสร้างดัดแปลงอาคารตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 4 มาก่อน บรรยายเพียงว่า ก่อสร้างเสาเหล็ก ซึ่งความจริงจำเลยไม่สามารถก่อสร้างเสาเหล็กได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัติความหมายของคำว่า อาคาร ว่าให้หมายความรวมถึงส่วนต่าง ๆ ของอาคาร และคำว่า ดัดแปลง ว่า เปลี่ยนแปลง ต่อเติม เพิ่ม ลด หรือขยายซึ่งลักษณะขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก เนื้อที่ ของโครงสร้างของอาคารหรือส่วนต่าง ๆ ของอาคารซึ่งได้ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจากเดิม และมิใช่การซ่อมแซมหรือการดัดแปลงที่กำหนดในกฎกระทรวง การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทำการดัดแปลงอาคารตึกแถวจากเดิมซึ่งเป็นอาคาร 3 ชั้น ดัดแปลงเป็นอาคาร 5 ชั้น โดยทำการก่อสร้างเสาเหล็กขึ้นตามชั้นต่าง ๆ และทำการก่อสร้างพื้น ค.ส.ล. ในชั้นที่ 5 ด้วย อันเป็นการเพิ่มขยายขอบเขต รูปทรง น้ำหนัก ทำให้รูปแบบโครงสร้างของอาคารที่ได้ก่อสร้างไว้แล้วผิดไปจากเดิมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและไม่ได้รับยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมายให้กระทำได้ พร้อมทั้งอ้างพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 จึงเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบองค์ประกอบความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตลอดจนข้อเท็จจริงและรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องบรรยายว่าการก่อสร้างเสาเหล็ก (วายแฟร้งค์) ถือเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร และจำเลยก่อสร้างดัดแปลงอาคารตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 4 มาก่อนอีก ส่วนความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคาร จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงวันที่จำเลยทราบคำสั่งให้รื้อถอนอาคารที่ดัดแปลงตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ ซึ่งเป็นวันที่พ้นกำหนดสามวันนับแต่วันปิดประกาศ คือวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 นั้น เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ กำหนดให้วันที่ปิดประกาศคำสั่งเป็นวันเริ่มนับระยะเวลาที่ให้ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวภายในกำหนด มิฉะนั้นจะมีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่ง และโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงวันเริ่มต้นที่จำเลยทราบคำสั่งให้รื้อถอนอาคารก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2551 เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้แจ้งคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่ดัดแปลงที่จำเลยก่อสร้างดัดแปลงโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและเป็นกรณีที่เป็นอาคารที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ โดยในวันที่ 29 เมษายน 2551 เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ปิดประกาศสำเนาคำสั่งดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ หน้าอาคารดังกล่าว ครั้นเมื่อครบ 60 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง คือวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยได้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นโดยไม่รื้อถอนอาคารส่วนที่ดัดแปลง และมิได้อยู่ในระหว่างอุทธรณ์คำสั่ง การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ปิดประกาศสำเนาคำสั่ง เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2551 และเมื่อครบ 60 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง คือวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า จำเลยทราบคำสั่งให้รื้อถอนอาคารของเจ้าพนักงานท้องถิ่นโดยผลของบทกฎหมายดังกล่าวในวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 และวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 ก็เป็นเวลาที่ครบ 60 วัน ที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนดให้รื้อถอนอาคารแล้ว ถือว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายรายละเอียดถึงวันที่จำเลยทราบคำสั่งให้รื้อถอนอาคารที่ดัดแปลงตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเสร็จและทราบคำสั่งให้รื้อถอนอาคารของเจ้าพนักงานท้องถิ่นในวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 อายุความในความผิดทั้งสองฐานจึงเริ่มนับแต่วันดังกล่าวนั้น เห็นว่า ความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ดัดแปลง ตามมาตรา 42, 66 ทวิ ระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (4) ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับรายวันหลังวันที่ 11 มิถุนายน 2551 ในความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และคงลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปีและปรับ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ดังนั้น การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า จำเลยกระทำความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2550 ต่อเนื่องกันไปถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2551 จึงต้องเริ่มนับอายุความในวันที่ 12 มิถุนายน 2551 เมื่อนับถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2556 ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกินห้าปี คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ ส่วนความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคาร ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงยุติว่า เมื่อครบกำหนด 60 วัน ตามคำสั่งที่ให้รื้อถอนอาคารในวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 แล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2551 เมื่อนับถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2556 ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกินห้าปี คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความเช่นกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า จำเลยต้องชำระค่าปรับรายวันในความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 65 วรรคสอง ถึงวันก่อนกำหนดรื้อถอนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น มิใช่ถึงวันที่จำเลยรื้อถอนเสร็จนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาแก้ไม่ปรับรายวันจำเลยสำหรับความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหลังจากวันที่ 11 มิถุนายน 2551 แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11153/2558 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางสาวอาภรณ์ ทรัพย์มนชัย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นางสาวอาภรณ์ ทรัพย์มนชัย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี · สมยศ เข็มทอง · ปกรณ์ มหรรณพ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นางสาวพนิดา ศกุนตะประเสริฐ · ศาลอุทธรณ์ - นายพิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.159/2558

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1392/2564ฎีกา 6435/2555ฎีกา 770/2535ฎีกา 1452/2511ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 9114/2552ฎีกา 9647/2557ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1588/2479ฎีกา 4180/2548ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 4276/2534ฎีกา 7988/2551ฎีกา 20/2491ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 605/2511ฎีกา 14887/2551ฎีกา 1220/2510ฎีกา 1360/2544ฎีกา 647/2563ฎีกา 1294/2509
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา