⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 11165/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11165/2558

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การใช้สิทธิเรียกร้องให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโดยอ้างสิทธิเดิม ทั้งที่ตนเองได้ขายและส่งมอบการครอบครองให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว และบุคคลนั้นได้สละการครอบครองให้จำเลยเข้าครอบครองโดยตลอดมา เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน และเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์เป็นผู้รับสิทธิทำประโยชน์ในที่ดินจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ ท. เมื่อปี 2546 แล้ว ท. สละการครอบครองให้จำเลยทั้งสองเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา แม้ก่อนฟ้องโจทก์กับ ท. ได้ทำบันทึกข้อตกลงว่าโจทก์จะคืนเงินให้แก่ ท. 110,000 บาท และ ท. จะคืนที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่โจทก์ก็มิได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ ท. แต่อย่างใด การที่โจทก์กลับมาอ้างเป็นผู้มีสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) และมาฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิจาก ท. จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาท (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 10/2558)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว หากไม่ยอมรื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการรื้อถอนและขนย้าย โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 8,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและส่งมอบให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท เนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา ตามแผนที่แสดงแนวเขตแปลงที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินแปลงเลขที่ 77 ตำบลอุดมทรัพย์ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางแวว ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา เป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน และเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์เป็นผู้รับสิทธิทำประโยชน์ในที่ดินจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ วันที่ 21 มีนาคม 2546 โจทก์ขายที่ดินพิพาทพร้อมสละการครอบครองให้นายเที่ยง หลังจากนั้นนายเที่ยงสละการครอบครองให้จำเลยทั้งสอง นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับนายเที่ยง ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เนื่องจากเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ต่อมาวันที่ 16 มกราคม 2555 โจทก์กับนายเที่ยงได้ทำบันทึกข้อตกลงว่าโจทก์จะคืนเงินให้แก่นายเที่ยง 110,000 บาท และนายเที่ยงจะคืนที่ดินพิพาทให้โจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ได้สละการครอบครองที่ดินพิพาทโดยการขายให้นายเที่ยงแล้ว โจทก์จึงมิใช่ผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทในอันที่จะฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินต่อจากนายเที่ยง โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองโดยไม่สุจริต ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นายเที่ยงเมื่อปี 2546 แล้วนายเที่ยงสละการครอบครองให้จำเลยทั้งสองเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา แม้ก่อนฟ้องโจทก์กับนายเที่ยงได้ทำบันทึกข้อตกลงว่าโจทก์จะคืนเงินให้แก่นายเที่ยง 110,000 บาท และนายเที่ยงจะคืนที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่โจทก์ก็มิได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่นายเที่ยงแต่อย่างใด การที่โจทก์กลับมาอ้างเป็นผู้มีสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) และมาฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิจากนายเที่ยง จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทและกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป แม้จำเลยทั้งสองจะไม่มีสิทธิทำกินในที่ดินพิพาท ก็เป็นกรณีที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบหลักเกณฑ์ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11165/2558 นายชะ พวนกิ่ง โดยนางแวว พามี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ นายผ่าน แจ่มกระโทก กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชะ พวนกิ่ง โดยนางแวว พามี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน · จำเลย - นายผ่าน แจ่มกระโทก กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อภิรัตน์ ลัดพลี · จรูญ ชีวิตโสภณ · บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ