คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13652/2558
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลสั่งให้บุคคลเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ มีผลเพียงทำให้บุคคลนั้นต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อนกระทำการบางอย่างเท่านั้น ผู้พิทักษ์ไม่มีอำนาจกระทำการแทนคนเสมือนไร้ความสามารถ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้พิทักษ์มีอำนาจกระทำการแทนได้ในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถทำการนั้นได้ด้วยตนเอง.
ย่อคำพิพากษา
การที่ศาลมีคำสั่งให้ บ. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของ อ. มีผลเพียง บ. ไม่สามารถที่จะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ด้วยตนเอง เพราะต้องได้รับความยินยอมของ อ. ผู้พิทักษ์ก่อน ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 34 บัญญัติไว้เท่านั้น แต่มิได้มีผลทำให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้ที่มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ แทนคนเสมือนไร้ความสามารถ ดังเช่นในกรณีของคนไร้ความสามารถที่ต้องให้ผู้อนุบาลกระทำการแทน ซึ่งการเสนอคดีต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ถือเป็นการอย่างหนึ่งอย่างใดที่คนเสมือนไร้ความสามารถต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 34 (10) หากเป็นในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้บังคับแก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม และคำสั่งของศาลดังกล่าวให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตาม ป.พ.พ. มาตรา 34 วรรคสามและวรรคสี่
โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยมี อ. เป็นผู้พิทักษ์ตามกฎหมาย แต่ อ. เป็นผู้ลงชื่อแต่งทนายความ และทนายความลงชื่อในคำฟ้องในฐานะโจทก์และผู้เรียงพิมพ์ ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้มาเบิกความต่อศาลโดย อ. เป็นผู้มาเบิกความแทน จึงเท่ากับผู้พิทักษ์เป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนคนเสมือนไร้ความสามารถโดยไม่ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทน คำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่เป็นเรื่องที่คนเสมือนไร้ความสามารถฟ้องคดีโดยได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ หรือศาลมีคำสั่งให้ผู้พิทักษ์ฟ้องคดีแทนในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถเสนอคดีต่อศาลได้ด้วยตนเอง ตามเงื่อนไขของ ป.พ.พ. มาตรา 34 ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์และบกพร่องในเรื่องความสามารถของผู้ที่จะมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ เมื่อโจทก์มิได้แก้ไขเพื่อให้คำฟ้องสมบูรณ์เสียแต่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจนคดีล่วงเลยมาสู่ศาลฎีกาเช่นนี้แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นจึงไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
—
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมของนายปรีดา ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และพินัยกรรมลงวันที่ 18 มิถุนายน 2553 บังคับให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดเลขที่ 169655 เลขที่ดิน 277 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยส่งมอบอาวุธปืนขนาด .44 และขนาด 11 มม. พร้อมทะเบียนอาวุธปืนเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้แบ่งกันระหว่างโจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ส่งมอบให้จำเลยชำระเงินในส่วนของโจทก์ 50,000 บาท แก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมของนายปรีดา ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 1 และฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2553 และพินัยกรรมลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 169655 เลขที่ดิน 277 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ให้โจทก์ และให้โจทก์แบ่งอาวุธปืนให้จำเลยครึ่งหนึ่ง วิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนข้อกำหนดพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 1 ที่ยกบ้านสองชั้นหนึ่งห้องบนที่ดินโฉนดเลขที่ 666 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เฉพาะส่วนของโจทก์ให้แบ่งกันคนละครึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์และจำเลยฎีกา
ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวอิศราภรณ์บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลมีคำสั่งให้นางบุญสนองเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวอิศราภรณ์นั้น มีผลเพียงนางบุญสนองไม่สามารถที่จะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ด้วยตนเอง เพราะต้องได้รับความยินยอมของนางสาวอิศราภรณ์ผู้พิทักษ์ก่อน ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 บัญญัติไว้เท่านั้น แต่มิได้มีผลทำให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้ที่มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ แทนคนเสมือนไร้ความสามารถ เนื่องจากผู้พิทักษ์มิใช่เป็นผู้แทนของคนเสมือนไร้ความสามารถ ดังเช่นในกรณีของคนไร้ความสามารถที่ต้องให้ผู้อนุบาลกระทำการแทน ซึ่งการเสนอคดีต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ถือเป็นการอย่างหนึ่งอย่างใดที่คนเสมือนไร้ความสามารถต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 (10) หากเป็นในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้บังคับแก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม และคำสั่งของศาลดังกล่าวให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 วรรคสามและวรรคสี่ ดังนี้ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยมีนางสาวอิศราภรณ์เป็นผู้พิทักษ์ตามกฎหมาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่า นางสาวอิศราภรณ์ผู้พิทักษ์เป็นผู้ลงชื่อแต่งทนายความ และทนายความลงชื่อในคำฟ้องในฐานะโจทก์และผู้เรียงพิมพ์ ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้มาเบิกความต่อศาลโดยนางสาวอิศราภรณ์ผู้พิทักษ์เป็นผู้มาเบิกความแทน จึงเท่ากับเป็นการที่ผู้พิทักษ์เป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนคนเสมือนไร้ความสามารถโดยไม่ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทน คำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่เป็นเรื่องที่คนเสมือนไร้ความสามารถฟ้องคดีโดยได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ หรือศาลมีคำสั่งให้ผู้พิทักษ์ฟ้องคดีแทนในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถเสนอคดีต่อศาลได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบโดยประกาศคำสั่งในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ตามเงื่อนไขของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์และบกพร่องในเรื่องความสามารถของผู้ที่จะมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ เมื่อโจทก์มิได้แก้ไขเพื่อให้คำฟ้องสมบูรณ์เสียแต่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจนคดีล่วงเลยมาสู่ศาลฎีกาเช่นนี้แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นจึงไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นตามที่โจทก์และจำเลยฎีกาอีกต่อไป
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13652/2558
นางบุญสนอง ประทีปแก้ว โดยนางสาวอิศราภรณ์
ประทีปแก้ว ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์
นางณัฐณิชา เอี่ยมสอาด จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางบุญสนอง ประทีปแก้ว โดยนางสาวอิศราภรณ์ประทีปแก้ว ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน · จำเลย - นางณัฐณิชา เอี่ยมสอาด |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ธราธร ศิลปโอสถ · สุรพันธุ์ ละอองมณี · ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา |
| แหล่งที่มา | สำนักวิชาการ |
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ