⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 15586/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15586/2558

พ.ร.บ.เงินทดแทน ม.32 · ป.วิ.แพ่ง ม.55, 173

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีซ้ำเกิดขึ้นได้เมื่อมีการยื่นคำฟ้องในประเด็นเดียวกันกับคดีที่เคยมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดแล้ว แม้คู่ความหรือผู้แทนจะแตกต่างกัน แต่หากเป็นการกระทำในฐานะเดียวกันและมีผลผูกพันในลักษณะเดียวกัน ก็อาจถือเป็นคดีเดียวกันได้

ย่อคำพิพากษา

คดีก่อนโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นคนต่างด้าวฟ้อง ส. กับพวกในฐานะคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน คำฟ้องระบุว่าแนวปฏิบัติตามหนังสือที่ รส 0711/ว751 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2544 กำหนดเงื่อนไขการรับเงินทดแทนของลูกจ้างต่างด้าวจากกองทุนเงินทดแทนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยไม่จ่ายเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนให้โจทก์ที่ 1 เนื้อหาคำฟ้องเป็นเช่นเดียวกับคำฟ้องคดีนี้ที่มุ่งประสงค์ให้เพิกถอนแนวปฏิบัติฉบับเดียวกันโดยโจทก์ที่ 1 อ้างว่าแนวปฏิบัติไม่มีผลบังคับเพื่อขอรับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 บัญญัติให้มีกองทุนเงินทดแทนขึ้นในสำนักงานประกันสังคม (จำเลย) เพื่อจ่ายเงินทดแทนแก่ลูกจ้างแทนนายจ้าง ทรัพย์สินของกองทุนเงินทดแทนตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานประกันสังคม โดยให้คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนทำหน้าที่ปฏิบัติงานให้แก่สำนักงานประกันสังคมหรืออาจมอบหมายให้สำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ปฏิบัติแทนได้ การที่คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีมติโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 32 กำหนดแนวปฏิบัติให้ความคุ้มครองแรงงานต่างด้าวที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง ซึ่งต่อมาสำนักงานประกันสังคมถือปฏิบัติตามมตินั้นโดยจัดทำหนังสือวางแนวปฏิบัติแจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัด คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนกับสำนักงานประกันสังคมจึงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเดียวกัน หากการปฏิบัติงานของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ที่ 1 สำนักงานประกันสังคมต้องรับผิด การที่โจทก์ที่ 1 ฟ้อง ส. กับพวกในฐานะคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเป็นจำเลยในคดีก่อน กับฟ้องสำนักงานประกันสังคมเป็นจำเลยในคดีนี้ จึงเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกันโดยคู่ความเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อคดีนี้เป็นคดีแรงงาน ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 สำหรับเรื่องที่ไม่ได้บัญญัติไว้ก็ให้นำบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 31 จึงนำ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาใช้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม.42 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31 พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ม.32

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนแนวปฏิบัติตามหนังสือที่ รส 0711/ว751 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2544 เรื่องการให้การคุ้มครองแรงงานต่างด้าวที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน โดยให้มีผลทันทีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อแรกว่า การที่โจทก์ที่ 1 ยื่นฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีที่โจทก์ที่ 1 เคยยื่นฟ้องนายสุรินทร์ กับพวกรวม 13 คน ในฐานะคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ตามคดีหมายเลขแดงที่ 124/2551 ของศาลแรงงานภาค 5 ด้วยเหตุที่เป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันและจำเลยคนเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนที่โจทก์ที่ 1 ยื่นฟ้องไว้นั้นมีเนื้อหาคำฟ้องระบุว่าแนวปฏิบัติตามหนังสือที่ รส 0711/ว751 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2544 กำหนดเงื่อนไขการรับเงินทดแทนของลูกจ้างต่างด้าวจากกองทุนเงินทดแทน ทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่อาจเข้าถึงสิทธิในเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนได้ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ใช้บังคับไม่ได้ เป็นเหตุให้คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยไม่จ่ายเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่สั่งให้นายจ้างจ่ายเงินทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 แล้วสั่งใหม่เป็นว่าให้จำเลยสั่งจ่ายเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เนื้อหาคำฟ้องเป็นเช่นเดียวกับคำฟ้องคดีนี้ที่มุ่งประสงค์ให้เพิกถอนแนวปฏิบัติฉบับเดียวกัน อันเป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ใช้อ้างว่าแนวปฏิบัติไม่มีผลบังคับเพื่อขอรับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่เป็นการฟ้องคนละเรื่องกันกับคดีก่อนดังที่โจทก์ที่ 1 อ้างในอุทธรณ์นอกจากนี้พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 กำหนดให้มีกองทุนเงินทดแทนในสำนักงานประกันสังคมเพื่อจ่ายเป็นเงินทดแทนแก่ลูกจ้างแทนนายจ้าง ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินของกองทุนให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานประกันสังคม โดยให้คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนประกอบด้วยเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมเป็นประธานกรรมการ และผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกินหกคนกับผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละสามคน ทำหน้าที่ปฏิบัติงานให้แก่สำนักงานประกันสังคมหรืออาจมอบหมายให้สำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ปฏิบัติงานแทนได้ การที่คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีมติครั้งที่ 20/2544 ลงวันที่ 14 กันยายน 2544 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 กำหนดแนวปฏิบัติให้ความคุ้มครองแรงงานต่างด้าวที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง ซึ่งต่อมาสำนักงานประกันสังคมถือปฏิบัติตามมติดังกล่าวโดยจัดทำหนังสือวางแนวปฏิบัติแจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัด เช่นนี้ คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนกับสำนักงานประกันสังคมจึงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเดียวกันภายใต้พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 หากการปฏิบัติงานของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ที่ 1 สำนักงานประกันสังคมต้องรับผิด ดังนั้น การที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องสำนักงานประกันสังคมเป็นจำเลยในคดีนี้กับคดีก่อนที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องนายสุรินทร์ กับพวกรวม 13 คน ในฐานะคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเป็นจำเลย จึงเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกันโดยคู่ความเดียวกันเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อที่สองว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้จะต้องนำพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาใช้บังคับหรือไม่ และอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 จะต้องพิจารณาว่าเป็นผู้ที่อาจจะเดือดร้อนหรืออาจจะเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องมาจากแนวปฏิบัติของจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 42 หรือไม่ เห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแรงงานต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 แต่ทั้งนี้การดำเนินกระบวนพิจารณาในบางเรื่องที่ไม่ได้บัญญัติไว้ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในเรื่องนั้นมาใช้บังคับแก่การพิจารณาพิพากษาคดีแรงงานได้โดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ดังนั้น จึงนำบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครองตามที่โจทก์ทั้งสามอ้างมาใช้กับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ซึ่งเป็นคดีแรงงานไม่ได้ รวมถึงในเรื่องอำนาจฟ้องก็ไม่อาจนำพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 42 มาวินิจฉัยถึงการเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้ที่ศาลแรงงานภาค 5 ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีโดยอาศัยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 และนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ในเรื่องอำนาจฟ้องมาใช้โดยอนุโลมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15586/2558 นางหนุ่ม ไหมแสง กับพวก โจทก์ สำนักงานประกันสังคม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางหนุ่ม ไหมแสง กับพวก · จำเลย - สำนักงานประกันสังคม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิทยา บุญชู · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานภาค 5 - นายรัฐการ สัมพันธ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4715/2542ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 5712/2541ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 6344/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา