⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3591/2559

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3591/2559

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้สู้ราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดเดิมที่ละเลยไม่ชำระราคา ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 และมีอำนาจโต้แย้งการขายทอดตลาดครั้งใหม่ได้หากไม่ชอบด้วยกฎหมาย.

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยผู้สู้ราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดชั้นเดิมละเลยไม่ใช้ราคาซื้อทรัพย์ตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่จำเลยทำไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี จนเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องขายทอดตลาดอีกซ้ำหนึ่ง และได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิมนั้น จำเลยผู้สู้ราคาเดิมต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 และการกระทำของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะได้รับชำระหนี้ในจำนวนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย การที่จำเลยเป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในครั้งแรกและต้องรับผิดในส่วนราคาที่ขาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 ดังกล่าว จำเลยจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง และมาตรา 309 ทวิ ในอันที่จะโต้แย้งคัดค้านการขายทอดตลาดครั้งใหม่ได้หากดำเนินการไปโดยไม่ชอบ เมื่อจำเลยไม่มาดูแลการขายโดยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดครั้งใหม่อ้างว่าการขายทอดตลาดครั้งใหม่นี้ดำเนินการไปโดยไม่ชอบด้วยเหตุผลใด และไม่ได้คัดค้านว่าการที่โจทก์ซื้อทรัพย์รายพิพาทจากการขายทอดตลาดครั้งใหม่ในราคา 4,440,000 บาท เกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีใช้ดุลพินิจแล้วเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายได้และเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะเคาะไม้ขายให้แก่โจทก์ผู้เสนอราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดครั้งใหม่นี้ การขายทอดตลาดครั้งใหม่จึงเป็นการดำเนินการไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยต้องรับผิดในส่วนต่างที่ขาดจำนวน 8,760,000 บาท ซึ่งการที่จำเลยต้องรับผิดในส่วนต่างที่มีจำนวนมากเพียงนั้นก็เกิดจากจำเลยเองด้วยที่เสนอราคาสูงสุดในครั้งก่อนสูงถึง 13,200,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ราคาประเมินทรัพย์รายพิพาทของเจ้าพนักงานบังคับคดีมีเพียง 8,870,000 บาท โจทก์ใช้สิทธิฟ้องให้จำเลยรับผิดในส่วนต่างคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.296 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.516

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 11,996,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,760,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.12594/2542 ของศาลชั้นต้นและเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 127970 และ 127978 ตำบลสะพานสูง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ของนายอยุทธ ลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ในคดีดังกล่าว โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินอันเป็นทรัพย์จำนองทั้งสองแปลงออกขายทอดตลาด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง โดยจำเลยเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดเป็นเงิน 13,200,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้แก่จำเลย จำเลยทำสัญญาซื้อขายกับเจ้าพนักงานบังคับคดีและขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ออกไปเป็นเวลา 3 เดือน แต่เมื่อครบกำหนด จำเลยไม่ชำระค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดอีกครั้งในวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ในราคา 4,440,000 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำกว่าราคาที่จำเลยเคยเสนอไว้เป็นจำนวน 8,760,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดชำระเงินส่วนต่างที่ขาดอยู่ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 บัญญัติว่า "ถ้าผู้สู้ราคาสูงสุดละเลยเสียไม่ใช้ราคาไซร้ ท่านให้ผู้ทอดตลาดเอาทรัพย์สินนั้นออกขายอีกซ้ำหนึ่ง ถ้าและได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม ผู้สู้ราคาเดิมคนนั้นต้องรับผิดในส่วนที่ขาด" สำหรับกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขายทอดตลาด พ.ศ.2554 ที่จำเลยกล่าวอ้างถึงนั้น ในขณะที่มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในคดีนี้ทั้งสองครั้ง กฎกระทรวงฉบับนี้ยังมิได้ใช้บังคับ กรณีจึงไม่อาจนำกฎกระทรวงมาพิจารณาได้ ซึ่งการที่จำเลยผู้สู้ราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดชั้นเดิมละเลยไม่ใช้ราคาซื้อทรัพย์ตามหนังสือสัญญาซื้อขาย ที่จำเลยทำให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี จนเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องขายทอดตลาดอีกซ้ำหนึ่งและได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิมนั้น จำเลยผู้สู้ราคาเดิมจะต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 และการกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะได้รับชำระหนี้ในจำนวนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดครั้งใหม่ในราคาเพียง 4,440,000 บาท ทั้งที่ทรัพย์มีราคาประเมิน 8,870,000 บาท เป็นการใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า การที่จำเลยเป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในครั้งแรกและต้องรับผิดในส่วนราคาที่ขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 จำเลยจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง และมาตรา 309 ทวิ ในอันที่จะโต้แย้งคัดค้านการขายทอดตลาดครั้งใหม่ได้หากดำเนินการไปโดยไม่ชอบ แม้จำเลยเบิกความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงวันนัดขายทอดตลาดครั้งใหม่ในอันที่จำเลยจะใช้สิทธิคัดค้านราคาขายที่ต่ำเกินสมควร แต่ประเด็นปัญหานี้จำเลยมิได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นเรื่องนอกประเด็น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยทราบวันนัดขายทอดตลาดครั้งใหม่แล้ว แต่จำเลยไม่มาดูแลการขายตามที่ปรากฏในสำเนารายงานการขายทอดตลาดครั้งใหม่ ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่มาดูแลการขายโดยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดครั้งใหม่อ้างว่า การขายทอดตลาดครั้งใหม่นี้ดำเนินการไปโดยไม่ชอบด้วยเหตุผลใด และไม่ได้คัดค้านว่าการที่โจทก์ซื้อทรัพย์รายพิพาทจากการขายทอดตลาดครั้งใหม่ในราคา 4,440,000 บาท เกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีใช้ดุลพินิจแล้วเห็นว่า เป็นราคาที่สมควรขายได้และเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะเคาะไม้ขายให้แก่โจทก์ผู้เสนอราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดครั้งใหม่นี้ การขายทอดตลาดครั้งใหม่จึงเป็นการดำเนินการไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และตามหนังสือสัญญาซื้อขาย ข้อ 2.3 กำหนดว่า หากจำเลยไม่นำเงินที่เหลือมาชำระให้เสร็จภายในกำหนด จะยอมให้เจ้าพนักงานบังคับคดีริบเงินมัดจำที่วางไว้ และเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดต่อไปได้ราคาสุทธิต่ำกว่าครั้งก่อนเท่าใด จำเลยยินยอมชดใช้เต็มจำนวนที่จำเลยประมูลไว้ในครั้งก่อนและยอมเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สำหรับการขายทอดตลาดครั้งหลังนี้ด้วย ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อยอมรับข้อสัญญาไว้ท้ายหนังสือสัญญาซื้อขาย แสดงว่าจำเลยทราบว่าจำเลยจะต้องรับผิดชำระราคาส่วนต่างตามสัญญาและตามกฎหมายแล้ว ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดอีกครั้งในวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ในราคา 4,440,000 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำกว่าราคาที่จำเลยเคยเสนอไว้เป็นจำนวน 8,760,000 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดในส่วนต่างที่ขาดจำนวน 8,760,000 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 ทั้งการที่จำเลยต้องรับผิดในส่วนต่างที่มีจำนวนมากเพียงนั้นก็เกิดจากจำเลยเสนอราคาสูงสุดในครั้งก่อนสูงถึง 13,200,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ราคาประเมินทรัพย์รายพิพาทของเจ้าพนักงานบังคับคดีมีราคาเพียง 8,870,000 บาท การที่จำเลยต้องรับผิดในส่วนต่างที่มีจำนวนมากจึงเกิดจากจำเลยเองด้วย โจทก์ใช้สิทธิฟ้องให้จำเลยรับผิดในส่วนต่างเป็นคดีนี้ เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตแล้ว เมื่อเป็นหนี้เงินโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โดยกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 9 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดวางเงินส่วนที่เหลือในการขายทอดตลาดชั้นเดิมเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดชำระเงินส่วนต่างให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 8,760,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 ธันวาคม 2556) ให้ไม่เกิน 3,236,400 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3591/2559 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายเอกสักก์ งามวิไลดี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นายเอกสักก์ งามวิไลดี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อำนาจ พวงชมภู · ธีระพงศ์ จิระภาค · นิพันธ์ ช่วยสกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายกิตติพงศ์ ว่องเมทินี · ศาลอุทธรณ์ - นางขนิษฐา อรุณวงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2390/2558

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 2573/2552ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 6968/2537ฎีกา 1968/2533ฎีกา 8875/2542ฎีกา 7466/2538ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา