⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4802/2559

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4802/2559

พ.ร.บ.ปุ๋ย ม.3, 30, 32 ฯลฯ · ป.อาญา ม.83, 91

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำผิดที่ถูกวินิจฉัยแล้วว่าเด็ดขาดไม่ฟ้องในคดีหนึ่ง หากเป็นความผิดเดียวกันกับคดีที่ฟ้องใหม่ และไม่มีพยานหลักฐานใหม่ที่สำคัญ ศาลจะลงโทษจำเลยไม่ได้ และห้ามมิให้สอบสวนซ้ำอีก.

ย่อคำพิพากษา

แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมให้แก่สหกรณ์การเกษตร ก. แตกต่างจากสำนวนการสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยวในอีกคดีหนึ่งที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำปุ๋ยเคมีปลอมมาให้สหกรณ์การเกษตร ก. ขาย แต่การกระทำความผิดในข้อหาร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมของจำเลยทั้งสองที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้กับที่พนักงานอัยการวินิจฉัยเนื้อหาสาระแห่งคดีแล้วมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องในอีกคดีหนึ่งดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดเดียวกัน มิใช่ความผิดใหม่หรือความผิดที่ต่อเนื่องกันมา เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าวได้ จึงต้องห้ามมิให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์สอบสวนจำเลยทั้งสองในเรื่องร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมอันเป็นเรื่องเดียวกันนั้นอีกตาม ป.วิ.อ. มาตรา 147 ถือไม่ได้ว่าการสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ในข้อหาร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมเป็นการสอบสวนโดยชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมตามมาตรา 120 ความผิดฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยว กับความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมที่เกิดขึ้นในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ เป็นความผิดสำเร็จในแต่ละกรรมแยกต่างหากจากกัน แม้จะเป็นกรณีความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป ซึ่งทั้งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยวและพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ต่างอาจมีอำนาจสอบสวน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (4) แต่การที่กรมวิชาการเกษตรแยกกล่าวโทษแต่ละข้อหาความผิดต่อพนักงานสอบสวนที่ความผิดแต่ละข้อหาเกิดในเขตอำนาจ กับมีการสอบสวนในแต่ละข้อหาความผิดแยกต่างหากจากกัน จึงมิใช่เป็นกรณีที่มีพนักงานสอบสวนหลายท้องที่มาเกี่ยวข้องซึ่งต้องกำหนดพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนตามมาตรา 19 วรรคสอง การที่ ก. ผู้รับมอบอำนาจจากกรมวิชาการเกษตรไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจตรี ค. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ในความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอม พันตำรวจตรี ค. จึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามมาตรา 18 วรรคสาม การสอบสวนของพันตำรวจตรี ค. ในข้อหาดังกล่าวจึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมได้ตามมาตรา 120

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.19 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.147 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 ม.3 พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 ม.30 พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 ม.32 พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 ม.34 พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 ม.63 พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 ม.64 พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 ม.72

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.19 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.147 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 3, 30 (1), 32, 34, 63, 64, 72/5 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และให้ปุ๋ยของกลางตกเป็นของกรมวิชาการเกษตร จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานว่ามีการผลิตปุ๋ยในท้องที่อำเภอเมืองนครสวรรค์ เพราะพบและตรวจยึดปุ๋ยที่อำเภอเก้าเลี้ยว โดยไม่มีการตรวจยึดปุ๋ยจำนวนอื่นในท้องที่อำเภอเมืองนครสวรรค์ที่อ้างว่าเป็นโรงงานผลิตปุ๋ยในอำเภอเมืองนครสวรรค์ แต่การตั้งข้อหาในคดีนี้เกิดจากการยึดปุ๋ยที่สหกรณ์การเกษตรเก้าเลี้ยว จำกัด ซึ่งอยู่ในท้องที่ตำบลเก้าเลี้ยว อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ อาจมีการผลิตปุ๋ยในท้องที่ดังกล่าวก็ได้ ถือว่าเป็นการไม่แน่ว่าความผิดฐานผลิตปุ๋ยเกิดในท้องที่ใดนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สถานที่เกิดเหตุสำหรับความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมอยู่ในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ จำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า กรณีไม่แน่ว่าความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเกิดในท้องที่ใด จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า เหตุความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเกิดขึ้นในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ ส่วนเหตุความผิดฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมอาจเกิดขึ้นในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยวก็ได้ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ไม่มีอำนาจสอบสวน เห็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมนั้น ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า เดิมพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยวสอบสวนและสรุปสำนวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องสหกรณ์การเกษตรเก้าเลี้ยว จำกัด กับนายเสน่ห์ ผู้จัดการ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 แต่มีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอม ต่อมาสำนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์มีหนังสือลงวันที่ 11 กันยายน 2555 ถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยวแจ้งคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ซึ่งอัยการจังหวัดผู้ช่วย สำนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสี่ โดยวินิจฉัยเนื้อหาสาระแห่งคดีว่า ที่สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรมอบอำนาจให้นายธีรพงษ์ มาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหาทั้งสี่นั้น พนักงานอัยการเห็นว่าพฤติการณ์เกี่ยวกับการกระทำของผู้ต้องหาทั้งสี่ฟังไม่ได้ว่ารู้ว่าปุ๋ยเคมีของกลางเป็นปุ๋ยเคมีปลอม ถือไม่ได้ว่ารู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด ขาดเจตนากระทำผิด จึงไม่เป็นความผิด มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสี่ในข้อหาร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอม ตามคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ คดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมให้แก่สหกรณ์การเกษตรเก้าเลี้ยว จำกัด แตกต่างจากสำนวนการสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยวที่กล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันนำปุ๋ยเคมีปลอมมาให้สหกรณ์การเกษตรเก้าเลี้ยว จำกัด ขาย ก็ตาม แต่ได้ความจากพยานจำเลยทั้งสองปากนายประชา รองอัยการจังหวัดนครสวรรค์ ว่า พยานเป็นผู้สรุปความเห็นสั่งไม่ฟ้องและแจ้งคำสั่งให้พนักงานสอบสวนทราบ ตามคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ ความเห็นสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวมีฐานความผิดขายปุ๋ยเคมีปลอมในทำนองเดียวกันกับคดีนี้ แต่คดีนี้มีข้อหาร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมอีกข้อหาหนึ่งด้วย ดังนั้น จึงรับฟังได้ว่าการกระทำความผิดในข้อหาร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมของจำเลยทั้งสอง ที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้กับที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดเดียวกัน มิใช่ความผิดใหม่หรือความผิดที่ต่อเนื่องกันมา เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าวได้ จึงต้องห้ามมิให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์สอบสวนจำเลยทั้งสองในเรื่องร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมอันเป็นเรื่องเดียวกันนั้นอีกตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 ถือไม่ได้ว่าการสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ในข้อหาร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมเป็นการสอบสวนโดยชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมตามมาตรา 120 ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อหานี้ฟังขึ้น ส่วนข้อหาร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานสอบสวนว่า เดิมสำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ไปร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยทั้งสองเฉพาะข้อหาร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยว โดยไม่ปรากฏว่ามีการร้องทุกข์กล่าวโทษหรือพบการกระทำความผิดในข้อหาร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมในท้องที่นั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยวทำการสอบสวนเกี่ยวกับกระทำความผิดเพียงข้อหาร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมตลอดมาแล้วมีความเห็นเสนอต่อพนักงานอัยการ จนกระทั่งพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาดังกล่าว ระหว่างนั้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2555 นายโกวิทย์ นิติกรกลุ่มนิติการและสิทธิประโยชน์ สำนักงานเลขานุการกรม กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ไปร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยทั้งสองเฉพาะข้อหาร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมต่อพันตำรวจตรีคงคณิน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ อ้างว่าเหตุเกิดที่สถานที่ผลิตปุ๋ยเคมีของจำเลยที่ 1 ตั้งอยู่เลขที่ 88/4 หมู่ที่ 5 ถนนบรรพตพิสัย - นครสวรรค์ ตำบลบ้านแก่ง อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ตามบันทึกคำให้การร้องทุกข์ ซึ่งสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวอยู่ในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยว กับความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมซึ่งเป็นความผิดที่เกิดขึ้นในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ เป็นความผิดสำเร็จในแต่ละกรรมแยกต่างหากจากกัน แม้จะเป็นกรณีความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป ซึ่งทั้งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยวและพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ต่างอาจมีอำนาจสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (4) แต่การที่กรมวิชาการเกษตรแยกกล่าวโทษแต่ละข้อหาความผิดต่อพนักงานสอบสวนที่ความผิดแต่ละข้อหาเกิดในเขตอำนาจ กับมีการสอบสวนในแต่ละข้อหาความผิดแยกต่างหากจากกัน จึงมิใช่เป็นกรณีที่มีพนักงานสอบสวนหลายท้องที่มาเกี่ยวข้องซึ่งต้องกำหนดพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนตามมาตรา 19 วรรคสอง การที่นายโกวิทย์ไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจตรีคงคณิน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ในความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอม ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ พันตำรวจตรีคงคณินจึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามมาตรา 18 วรรคสาม และเมื่อพันตำรวจตรีคงคณินได้ทำความเห็นตลอดมาจนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องจำเลยทั้งสอง การสอบสวนของพันตำรวจตรีคงคณินในข้อหาดังกล่าวจึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมได้ตามมาตรา 120 ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อหานี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเฉพาะความผิดฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอม ส่วนความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4802/2559 พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทองด้ายคอนแทรค กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทองด้ายคอนแทรคกับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วัชรินทร์ สุขเกื้อ · วาสนา หงส์เจริญ · ประสิทธิ์ สนามชวด
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายวิสุทธิ์ จินดาดำรงเวช · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.530/2559

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 1452/2511ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 2409/2551ฎีกา 4180/2548ฎีกา 861/2521ฎีกา 7988/2551ฎีกา 6355/2544ฎีกา 605/2511ฎีกา 14887/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 647/2563ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538ฎีกา 34/2521ฎีกา 5790/2541ฎีกา 16561/2557ฎีกา 1386/2521ฎีกา 3463/2563ฎีกา 4903/2562
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา