⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6691/2559

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6691/2559

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเบิกเงินค่าใช้จ่ายโดยไม่ได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจตามระเบียบของนายจ้าง ถือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรง นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นผู้จัดการสาขาของจำเลย เป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากจำเลยให้เป็นผู้บริหารระดับสูงจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการเงินโดยเคร่งครัดเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาและป้องปรามมิให้เกิดการทุจริต การที่โจทก์เบิกเงินค่าใช้จ่ายจำนวน 1,400 บาท โดยไม่ได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจตามระเบียบของจำเลย จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีที่ร้ายแรงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.583 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.119 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.49

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 28,036 บาท คืนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 58,347 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 12,388 บาท ค่าชดเชย 195,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน ดอกเบี้ยและเงินเพิ่มทุกจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,400,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 195,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 พฤษภาคม 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 28,036 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 พฤษภาคม 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าเสียหาย 200,000 บาท เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 58,347 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2539 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการสาขาเลียบคลองสี่วา เงินเดือนเดือนละ 19,573 บาท โจทก์เบิกเงินค่าใช้จ่ายจำนวน 1,400 บาท ไปใช้เป็นค่ารถให้พนักงานไปรับเช็คช่วยชาติ โดยไม่ได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจแต่ได้กรอกข้อมูลเข้าระบบคอมพิวเตอร์แล้ว หลังจากหน่วยตรวจสอบการดำเนินการภายในเข้าตรวจสอบโจทก์ฉีกเอกสารกำกับจำนวนเงินที่เก็บเข้าตู้เซฟบางส่วน ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของจำเลยว่า การที่โจทก์เบิกเงินค่าใช้จ่ายจำนวน 1,400 บาท โดยไม่ได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจ เป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินซึ่งจะต้องได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจเสียก่อน โจทก์ในฐานะเป็นผู้จัดการสาขาของจำเลย ได้รับความไว้วางใจจากจำเลยให้เป็นผู้บริหารระดับสูงจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการเงินโดยเคร่งครัดเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาคนอื่นและเป็นการป้องปรามมิให้เกิดการทุจริตในภายหน้า การฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์เช่นนี้ ถือว่าเป็นกรณีที่ร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างดังกล่าว ทั้งไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) สำหรับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้โดยชัดแจ้งว่าจำเลยไม่ได้หักค่าจ้างส่วนนี้ของโจทก์และไม่ต้องจ่ายคืนแก่โจทก์เพราะเหตุใด ทั้งทางนำสืบของโจทก์และจำเลยก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามนั้นว่า จำเลยหักค่าจ้างโจทก์เพื่อส่งเข้ากองทุนดังกล่าว เงินส่วนนี้จึงเป็นเงินของโจทก์ ดังนั้นเมื่อมีการเลิกจ้างโจทก์ จำเลยจะต้องคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6691/2559 นางสาวนพรัตน์ กล่อมประเสริฐ โจทก์ บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวนพรัตน์ กล่อมประเสริฐ · จำเลย - บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บูรณ์ ฐาปนดุลย์ · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · วิชัย เอื้ออังคณากุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายเกื้อ วุฒิปวัฒน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำร.739/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 995/2529ฎีกา 12194-12198/2553ฎีกา 7238-7239/2544ฎีกา 2652/2523ฎีกา 2893/2540ฎีกา 3116/2529ฎีกา 4091/2549ฎีกา 8785/2550ฎีกา 2894/2532ฎีกา 6877/2544ฎีกา 7083/2548ฎีกา 2418/2544ฎีกา 8628/2550ฎีกา 14485/2558ฎีกา 3591/2529ฎีกา 144/2535ฎีกา 5396/2540ฎีกา 1221/2549ฎีกา 1027/2527ฎีกา 7044/2537ฎีกา 859/2527ฎีกา 6252/2540ฎีกา 8631/2550ฎีกา 3539/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา