⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6980/2559

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6980/2559

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นหลังจากลูกจ้างพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างแล้ว ไม่ถือเป็นสัญญาค้ำประกันการทำงาน และไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของประกาศกระทรวงแรงงานที่กำหนดเกี่ยวกับหลักประกันการทำงาน

ย่อคำพิพากษา

วันที่ 3 ธันวาคม 2546 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ในวงเงินคนละ 250,000 บาท วันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับ ซึ่งกำหนดให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานด้วยการค้ำประกันด้วยบุคคลไม่เกิน 60 เท่า ของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ย หากมีการค้ำประกันเกินกำหนดดังกล่าวให้นายจ้างดำเนินการให้มีหลักประกันใหม่ไม่เกินจำนวนตามที่กำหนด ต่อมาโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน วันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมชำระหนี้ให้โจทก์คนละ 250,000 บาท ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอม การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานระงับสิ้นไป และทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850, 852 สัญญาประนีประนอมยอมความทำขึ้นหลังจากที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 1 แล้ว ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 สัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.852 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.10

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เบียดบังเอาเงินค่าสินค้าและสินค้าของโจทก์เป็นเงิน 1,389,800.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานคนละ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ขาดนัด จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมชำระหนี้ให้โจทก์คนละ 250,000 บาท ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอม ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,389,800.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 95,548 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีว่าสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 ไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 และที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2546 ในวงเงินคนละ 250,000 บาท คนละฉบับ แต่ต่อมาได้มีประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจความในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติ พ.ศ.2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 กำหนดให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานด้วยการค้ำประกันด้วยบุคคลได้ไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ย หากมีการค้ำประกันเกินกำหนดดังกล่าวก่อนวันประกาศใช้บังคับ ให้นายจ้างดำเนินการให้มีหลักประกันใหม่ไม่เกินจำนวนตามที่กำหนดภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ แต่โจทก์ไม่ได้ดำเนินการอย่างใด การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอมโดยมิได้พิจารณาข้อเท็จจริงเสียก่อนว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวหรือไม่ ดังนั้นสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงฝ่าฝืนต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2546 อันเป็นเวลาก่อนจะมีประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 และศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอมในวันเดียวกัน อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ประกาศกระทรวงแรงงานฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานระงับสิ้นไปและทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 อีกทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีลักษณะเป็นสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป เพราะทำขึ้นหลังจากที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 1 แล้ว สัญญาประนีประนอมยอมความจึงใช้บังคับได้ ไม่ตกอยู่ภายใต้ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6980/2559 บริษัท ดี.ที.ซี.อินดัสตรี่ส์ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายประสิทธิ์ เกิดตลาดแก้ว กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท ดี.ที.ซี.อินดัสตรี่ส์ จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นายประสิทธิ์ เกิดตลาดแก้ว กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บูรณ์ ฐาปนดุลย์ · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · ธีระพงศ์ จิระภาค
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นางพัชรินทร์ โชติวรานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำร.708/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3191/2547ฎีกา 3490/2548ฎีกา 2335/2551ฎีกา 766/2543ฎีกา 1000/2505ฎีกา 5283/2540ฎีกา 4800/2534ฎีกา 8182/2540ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 727/2567ฎีกา 5811/2533ฎีกา 566/2553ฎีกา 1733/2492ฎีกา 7051/2540ฎีกา 898/2534ฎีกา 8207/2538ฎีกา 308/2509ฎีกา 2824/2538ฎีกา 1280/2502ฎีกา 953/2505ฎีกา 2431/2530ฎีกา 2242/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา