⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8108/2559

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8108/2559

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่นายจ้างออกหนังสือตักเตือนลูกจ้างโดยมีลักษณะเป็นการตำหนิโทษหรือคาดโทษว่าหากกระทำผิดซ้ำจะลงโทษหนักขึ้น ถือเป็นการลงโทษทางวินัยประเภทภาคทัณฑ์เป็นหนังสือ ซึ่งหากการลงโทษดังกล่าวไม่ชอบด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ลูกจ้างย่อมมีสิทธิฟ้องต่อศาลแรงงานเพื่อขอให้เพิกถอนหนังสือตักเตือนได้

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างออกหนังสือตักเตือนโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างเรื่องบริหารงานล้มเหลว ขาดความเข้าใจในการผลิตงานและขาดความเป็นทีมในฝ่ายโดยไม่เป็นความจริง และไม่ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นการใช้อำนาจที่ไม่ชอบและไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติคุณนั้น พอเข้าใจได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างว่าการออกหนังสือตักเตือนของจำเลยเป็นการใช้อำนาจลงโทษโจทก์ซึ่งไม่ได้กระทำความผิดโดยไม่ชอบด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ถือได้ว่าโจทก์มีข้อโต้แย้งสิทธิกับจำเลยแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง การที่จำเลยออกหนังสือตักเตือนโจทก์เรื่องความล้มเหลวในการบริหารงาน ขาดความเข้าใจในการผลิตงานและขาดความเป็นทีมในฝ่าย โดยมีข้อความระบุว่า "...หากมีความผิดลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นอีก ทางบริษัทจะพิจารณาโทษในสถานหนักยิ่งขึ้นไป หนังสือเตือนนี้มีอายุ 1 ปี นับแต่วันที่ออก" จึงมีลักษณะเป็นการออกหนังสือตำหนิโทษหรือคาดโทษโจทก์ว่า หากโจทก์กระทำความผิดลักษณะเดียวกันซ้ำอีกภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันออกหนังสือ จำเลยจะพิจารณาโทษสถานหนักขึ้นบังคับใช้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นการลงโทษทางวินัยประเภทภาคทัณฑ์เป็นหนังสือ (ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี นับจากการกระทำผิดครั้งแรก) ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 6.2.2 ส่วนปัญหาว่าการออกหนังสือตักเตือนของจำเลยอันเป็นการลงโทษภาคทัณฑ์เป็นหนังสือนั้นชอบด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือไม่ และมีเหตุเพิกถอนหนังสือตักเตือนหรือไม่นั้น ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์กระทำความผิดตามหนังสือตักเตือนหรือไม่ และจำเลยมีขั้นตอนการพิจารณาลงโทษภาคทัณฑ์เป็นหนังสือกำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งได้ปฏิบัติครบถ้วนแล้วหรือไม่ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเสียก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองและวรรคสาม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.56

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนหนังสือตักเตือน ปิดประกาศขออภัยโจทก์โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการของโจทก์จำเลยและลงประกาศในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเป็นเวลา 30 วัน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยออกหนังสือตักเตือนโจทก์เรื่องบริหารงานล้มเหลว ขาดความเข้าใจในการผลิตงานและขาดความเป็นทีมในฝ่าย โจทก์รับทราบแต่ไม่ยอมรับข้อกล่าวหา แล้ววินิจฉัยว่า เป็นอำนาจของจำเลยในฐานะนายจ้างในการบังคับบัญชาที่สามารถออกหนังสือตักเตือนโจทก์ในฐานะลูกจ้างได้ ทั้งสาระสำคัญในหนังสือตักเตือนเป็นเรื่องงานและการทำงาน ไม่เป็นเรื่องที่ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติคุณ โทษทางวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ได้แก่ ตักเตือนด้วยวาจา ภาคทัณฑ์เป็นหนังสือ (ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี นับจากการกระทำผิดครั้งแรก) งดโบนัส งดขึ้นเงินเดือนประจำปีในปีถัดไป หรือพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ปลดออกจากตำแหน่งและการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ไม่รวมถึงการตักเตือนเป็นหนังสือ จึงถือไม่ได้ว่าการที่จำเลยออกหนังสือตักเตือนโจทก์เป็นการลงโทษทางวินัย หากภายหน้าโจทก์จะต้องเสื่อมเสียสิทธิใดๆ เป็นต้นว่าถูกเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยเพราะกระทำการดังถูกตักเตือนเป็นหนังสือมาแล้ว โจทก์ก็อาจยกเป็นข้อต่อสู้ได้ว่าการตักเตือนเป็นหนังสือไม่ถูกต้อง ถือไม่ได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิอันจะเป็นเหตุให้โจทก์นำคดีมาสู่ศาลแรงงานกลางขอให้เพิกถอนหนังสือตักเตือนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่จำเลยออกหนังสือตักเตือนโจทก์เป็นการลงโทษภาคทัณฑ์เป็นหนังสือตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 6.2.2 เมื่อโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและจำเลยลงโทษโจทก์โดยไม่มีการสอบสวน ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมกระทบต่อสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยออกหนังสือตักเตือนโจทก์เรื่องบริหารงานล้มเหลว ขาดความเข้าใจในการผลิตงานและขาดความเป็นทีมในฝ่ายพร้อมแนบหนังสือตักเตือนมาท้ายคำฟ้องโดยไม่เป็นความจริงและไม่ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นการใช้อำนาจที่ไม่ชอบและไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติคุณนั้น พอเข้าใจได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างว่าการออกหนังสือตักเตือนของจำเลยเป็นการใช้อำนาจลงโทษโจทก์ซึ่งไม่ได้กระทำความผิดโดยไม่ชอบด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ถือได้ว่าโจทก์มีข้อโต้แย้งสิทธิกับจำเลยแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง เมื่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 6.2 กำหนดว่า "โทษทางวินัยแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ...6.2.2 ภาคทัณฑ์เป็นหนังสือ (ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี นับจากการกระทำผิดครั้งแรก)..." ดังนี้การที่จำเลยออกหนังสือตักเตือนโจทก์เรื่องความล้มเหลวในการบริหารงาน ขาดความเข้าใจในการผลิตงานและขาดความเป็นทีมในฝ่ายโดยมีข้อความระบุว่า "...ถือเป็นการทำผิดระเบียบบริษัทฯ ข้อที่ 13.3.7 ละเลยไม่ปฏิบัติงานตามขั้นตอน หรือไม่จัดทำรายงานการปฏิบัติงานตามระเบียบหรือคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของบริษัทฯ หรือผู้บังคับบัญชาและข้อ 13.3.20 ประพฤติตนในรูปแบบอื่นๆ ที่ควรแก่การพิจารณาโทษ ซึ่งจากฐานความผิดดังกล่าวฝ่ายบุคคลได้รับแจ้งจากผู้จัดการของท่านว่าได้สังเกตขั้นตอนการปฏิบัติงานของท่านจากวันที่ทำผิดจนถึงวันที่ลงในหนังสือฉบับนี้ การจัดการงานของท่านไม่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นจนถึงวันที่ออกหนังสือนี้แต่อย่างใด ฝ่ายบุคคลจึงจำเป็นต้องออกหนังสือฉบับนี้ เพื่อตักเตือนให้ท่านได้ทราบถึงปัญหาของตัวเองและเร่งแก้ไขปรับปรุงตัวในการจัดการงานและทำงานให้เป็นทีมอย่างเป็นระบบต่อไป ทั้งนี้ หากมีความผิดลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นอีก ทางบริษัทจะพิจารณาโทษในสถานหนักยิ่งขึ้นไป หนังสือเตือนนี้มีอายุ 1 ปี นับแต่วันที่ออก" เช่นนี้ จึงมีลักษณะเป็นการออกหนังสือตำหนิโทษหรือคาดโทษโจทก์ว่า หากโจทก์กระทำความผิดลักษณะเดียวกันซ้ำอีกภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันออกหนังสือ จำเลยจะพิจารณาโทษสถานหนักขึ้นบังคับใช้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นการลงโทษทางวินัยประเภทภาคทัณฑ์เป็นหนังสือ (ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี นับจากการกระทำผิดครั้งแรก) ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 6.2.2 ซึ่งการวินิจฉัยปัญหาว่าการออกหนังสือตักเตือนของจำเลยอันเป็นการลงโทษภาคทัณฑ์เป็นหนังสือนั้นชอบด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหรือไม่ และมีเหตุเพิกถอนหนังสือตักเตือนหรือไม่นั้น ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์กระทำความผิดตามหนังสือตักเตือนหรือไม่ และจำเลยมีขั้นตอนการพิจารณาลงโทษภาคทัณฑ์เป็นหนังสือกำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งได้ปฏิบัติครบถ้วนแล้วหรือไม่ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเสียก่อน แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า โจทก์กระทำความผิดตามหนังสือตักเตือนหรือไม่ และจำเลยมีขั้นตอนการพิจารณาลงโทษภาคทัณฑ์เป็นหนังสือกำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งได้ปฏิบัติครบถ้วนแล้วหรือไม่ แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองและวรรคสาม ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8108/2559 นายกฤตนัย ม่วงทิพย์มาลัย โจทก์ บริษัทเอ็มเอสไอจี เซอร์วิส แอนด์ แอดจัสติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายกฤตนัย ม่วงทิพย์มาลัย · จำเลย - บริษัทเอ็มเอสไอจี เซอร์วิสแอนด์ แอดจัสติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วาสนา หงส์เจริญ · วิชัย เอื้ออังคณากุล · นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายอนันต์ บุญแย้ม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำร.529/2556

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4715/2542ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 5712/2541ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา