⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3209/2560

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3209/2560

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างการรับโทษจำคุกตามคำพิพากษา และมีเหตุอื่นที่ต้องห้ามมิให้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด โจทก์จึงจะไม่มีอำนาจฟ้อง

ย่อคำพิพากษา

คดีเดิมจำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และคดีนี้จำเลยก็ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงมิใช่กรณีที่จำเลยอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างการรับโทษจำคุกตามคำพิพากษา และไม่ปรากฏว่ามีเหตุอื่นที่ต้องห้ามมิให้จำเลยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด กรณีจึงต้องดำเนินการตามมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 เมื่อคดีนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการตามมาตรา 19 ให้แล้วเสร็จก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 97, 100/1 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ต่อมาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด แต่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยองมีคำวินิจฉัยที่ 359/2556 เอกสารท้ายคำร้องขอฝากขัง ครั้งที่ 1 ว่าจำเลยอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีอาญาอื่นที่มีโทษจำคุก จึงเป็นกรณีต้องตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 และไม่สามารถนำมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาบังคับใช้กับจำเลยได้ จึงให้ส่งตัวจำเลยคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาต่อไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ความปรากฏตามสำเนาคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยองที่ 359/2556 แนบท้ายคำร้องขอผัดฟ้องว่า จำเลยเคยถูกจับกุมในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยองได้มีคำวินิจฉัยให้บำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูที่กำหนด คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงมีคำสั่งที่ 178/2551 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2551 ว่าผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่พอใจและให้ส่งตัวจำเลยคืนพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแกลงเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยองได้ดำเนินการฟื้นฟูตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามขั้นตอนของกฎหมายครบถ้วนแล้วและมีความเห็นตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 33 แล้วนั้น จึงเป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในการกระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ในคดีก่อน ส่วนคดีนี้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยองมีคำสั่งที่ 359/2556 ให้ส่งตัวจำเลยให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีเนื่องจากจำเลยอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีอาญาอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก ได้แก่ความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ในคดีก่อนนั้นเอง ซึ่งแม้ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนดำเนินการในคดีก่อนอย่างไร แต่ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยองวินิจฉัยว่าจำเลยอยู่ในระหว่างการถูกดำเนินคดีอาญาอื่นที่มีโทษจำคุกซึ่งเป็นคดีเดิม แต่คดีเดิมจำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และคดีนี้จำเลยก็ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงมิใช่กรณีที่จำเลยอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างการรับโทษจำคุกตามคำพิพากษา และไม่ปรากฏว่ามีเหตุอื่นที่ต้องห้ามมิให้จำเลยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด กรณีจึงต้องดำเนินการตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อคดีนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการตามมาตรา 19 ให้แล้วเสร็จก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3209/2560 พนักงานอัยการจังหวัดระยอง โจทก์ นาย จ. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดระยอง · จำเลย - นาย จ.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ จันทรา · สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย · ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดระยอง - นายกิตติภัฏ โหรชัยยะ · ศาลอุทธรณ์ - นายชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2573/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา