⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5211/2560

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5211/2560

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ที่ดิน ส.ป.ก. เป็นที่ดินของรัฐ ผู้ได้รับอนุญาตมีเพียงสิทธิทำกิน การโอนหรือแบ่งแยกสิทธิทำกินในที่ดิน ส.ป.ก. เป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและเป็นที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือ ส.ป.ก. ซึ่งเป็นทบวงการเมือง มีฐานะเทียบเท่ากรม ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่ดินของรัฐ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพียงจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดให้เข้าทำกินได้เท่านั้น สิทธิการครอบครองและกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทยังคงเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์มีเพียงสิทธิทำกินหรือทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแทนหรืออาศัยสิทธิจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น ส่วนจำเลยซึ่งมิได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทย่อมไม่อาจยกอายุความการครอบครองขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครองแทนและอาศัยสิทธิสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) มีข้อควรทราบและพึงปฏิบัติระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า ผู้ได้รับสิทธิในที่ดินจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังบุคคลอื่นมิได้ และเมื่อผู้ได้รับอนุญาตสละสิทธิในที่ดินแล้ว ย่อมสิ้นสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน การที่ ส. มารดาจำเลยและจำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทระหว่างปี 2533 ถึง 2535 และโจทก์มอบ ส.ป.ก. 4-01 ให้แก่ ส. และจำเลยยึดถือไว้ตลอดมา พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์ได้สละสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทให้แก่ ส. และจำเลยแล้ว ซึ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ มาตรา 39 การที่โจทก์กลับมาอ้างสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ฟ้องขอให้ขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิจาก ส. ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.5 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม.37 พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม.39

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเลขที่ 22 อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากที่ดิน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) เลขที่ 22 อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น นางสำลี มารดาจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จากนั้นจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์และปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทต่อจากนางสำลี คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและเป็นที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือ ส.ป.ก. ซึ่งเป็นทบวงการเมือง มีฐานะเทียบเท่ากรม ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่ดินของรัฐ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพียงจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดให้เข้าทำกินได้เท่านั้น สิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทยังคงเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์มีเพียงสิทธิทำกินหรือทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแทนหรืออาศัยสิทธิจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น ส่วนจำเลยซึ่งมิได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทย่อมไม่อาจยกอายุความการครอบครองขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครองแทนและอาศัยสิทธิสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 แต่อย่างไรก็ตาม ที่จำเลยนำสืบทำนองว่า เหตุที่โจทก์มีชื่อในที่ดินพิพาทเนื่องจากในปี 2527 นางสำลีมารดาจำเลยได้รับสิทธิและครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเนื้อที่เกินกว่า 50 ไร่ ขัดต่อข้อกำหนดการถือครองที่ดิน ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงขอให้โจทก์เป็นผู้ขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแทนนางสำลี ส่วนจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ตั้งแต่ปี 2533 และปลูกบ้านในที่ดินพิพาทปี 2539 โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อน จำเลยมี ส.ป.ก. 4-01 มาแสดง ส่วนโจทก์และนางถนอมจิตร์ บุตรโจทก์เบิกความว่า โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2527 และในปี 2535 โจทก์อนุญาตให้นางสำลีและจำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท นางสำลีและจำเลยปลูกมันสำปะหลังในที่ดินพิพาทโดยแบ่งผลผลิตและให้เงินเป็นค่าตอบแทนแก่โจทก์ อันเป็นการเบิกความกล่าวอ้างข้อเท็จจริงลอย ๆ โดยไม่ปรากฏว่าตั้งแต่โจทก์ได้รับ ส.ป.ก. 4-01 ในปี 2527 โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างไรและได้ผลผลิตหรือเงินตอบแทนจากนางสำลีและจำเลยตามที่กล่าวอ้าง พยานหลักฐานจำเลยจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าพยานหลักฐานโจทก์ เมื่อหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) มีข้อควรทราบและพึงปฏิบัติระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า ผู้ได้รับสิทธิในที่ดินจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังบุคคลอื่นมิได้และเมื่อผู้ได้รับอนุญาตสละสิทธิในที่ดินแล้วย่อมสิ้นสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน และทางนำสืบของโจทก์และจำเลยฟังได้ว่า นางสำลีและจำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาระหว่างปี 2533 ถึง 2535 และโจทก์มอบ ส.ป.ก. 4-01 ให้แก่นางสำลีและจำเลยยึดถือไว้ตลอดมา พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์ได้สละสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทและโอนสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทให้แก่นางสำลีและจำเลยแล้ว ซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 การที่โจทก์กลับมาอ้างสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) และฟ้องขอให้ขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิจากนางสำลี ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ส่วนจำเลยจะได้สิทธิทำกินในที่ดินพิพาทหรือไม่ ย่อมเป็นอำนาจหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องไปดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพื่อทราบ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5211/2560 นางทอง อักษรกลาง โจทก์ นางสิริพร แสงปัญญากร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางทอง อักษรกลาง · จำเลย - นางสิริพร แสงปัญญากร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชลิศร์ สวัสดิทัต · วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี · รังสรรค์ ดวงพัตรา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายธนาทิพย์ ปิยะพงศ์พิสุทธิ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายฐานันดร กิตติวงศากูล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.257/2560

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5692/2538ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 22/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 4513/2533ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 4225/2559ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา