⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4478/2564

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4478/2564

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฝ่าฝืนกฎหมายจราจรจะถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ ต้องพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีประกอบ และการพิจารณาความประมาทเลินเล่อต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทั่วไป เว้นแต่กฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น.

ย่อคำพิพากษา

แม้ที่เกิดเหตุจะเป็นทางร่วมทางแยกที่มีทางเดินรถทางเอกตัดผ่านทางเดินรถทางโท และการที่จำเลยขับรถตู้ของโจทก์ไปตามถนนซอย 2 สายตรี มุ่งหน้าไปทางถนนเซาน์เทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเป็นทางโทไม่หยุดรถรอให้รถกระบะที่ ว. ขับมาตามถนนซอย 2 จากทางอำเภอกาญจนดิษฐ์ ซึ่งเป็นทางเอกผ่านไปก่อนแล้วจึงจะขับเข้าไปในทางร่วมทางแยก เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 71 (2) แต่การฝ่าฝืนบทกฎหมายดังกล่าวจะถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีประกอบด้วย เมื่อตามคำเบิกความของพยานโจทก์ปาก ช. ซึ่งขณะเกิดเหตุนั่งด้านหน้ารถคู่กับจำเลยบ่งชี้ให้เห็นว่า ในการขับรถตู้ของโจทก์ผ่านสี่แยกที่เกิดเหตุ จำเลยได้ใช้ความระมัดระวังในระดับหนึ่งแล้วแม้จะไม่ใช่ความระมัดระวังในระดับที่วิญญูชนในภาวะเช่นเดียวกับจำเลยจะต้องมีก็ตาม การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงความประมาทเลินเล่อธรรมดาหาใช่ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และแม้จำเลยมีหน้าที่ขับรถให้แก่โจทก์ แต่ตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยนั้นไม่ใช่ตำแหน่งหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดในเรื่องการใช้ความระมัดระวังไว้เป็นอย่างอื่น การพิจารณาในเรื่องความประมาทเลินเล่อจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 420 เมื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่จำเลยอยู่ในสังกัดขณะทำละเมิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 10 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.71 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม.8 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม.10

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 974,527.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 731,095.80 บาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยซึ่งเป็นหัวหน้างานพาหนะของโจทก์ขับรถตู้ของโจทก์ไปตามถนนซอย 2 สายตรี มุ่งหน้าไปทางถนนเซาน์เทิร์นซีบอร์ด เมื่อผ่านทางร่วมทางแยกตัดกับถนนซอย 2 นายวันชัย ขับรถกระบะแล่นมาตามถนนซอย 2 จากทางอำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชนรถที่จำเลยขับบริเวณกลางรถทางด้านซ้าย เป็นเหตุให้รถของโจทก์ได้รับความเสียหาย พนักงานสอบสวนมีความเห็นว่านายวันชัยเป็นฝ่ายประมาทและพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องนายวันชัยในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ซึ่งมีความเห็นว่า จำเลยไม่ได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่กรมบัญชีกลางเห็นว่าจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนอัตราร้อยละ 75 ของความเสียหายจำนวน 1,299,369.86 บาท จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษามีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยขับรถด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ที่เกิดเหตุจะเป็นทางร่วมทางแยกที่มีทางเดินรถทางเอกตัดผ่านทางเดินรถทางโท และการที่จำเลยขับรถตู้ของโจทก์ไปตามถนนซอย 2 สายตรี มุ่งหน้าไปทางถนนเซาน์เทิร์นซีบอร์ดซึ่งเป็นทางโทไม่หยุดรถรอให้รถกระบะที่นายวันชัยขับมาตามถนนซอย 2 จากทางอำเภอกาญจนดิษฐ์ ซึ่งเป็นทางเอกผ่านไปก่อนแล้วจึงจะขับเข้าไปในทางร่วมทางแยก เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 71 (2) ที่บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 21 และมาตรา 26 เมื่อผู้ขับขี่ขับรถมาถึงทางร่วมทางแยก ให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติดังนี้ (1)... (2) ถ้ามาถึงทางร่วมทางแยกพร้อมกันและไม่มีรถอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถที่อยู่ทางด้านซ้ายของตนผ่านไปก่อน เว้นแต่ในทางร่วมทางแยกใดมีทางเดินรถทางเอกตัดผ่านทางเดินรถทางโท ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางเอกมีสิทธิขับผ่านไปก่อน" แต่การฝ่าฝืนบทกฎหมายดังกล่าวจะถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีประกอบด้วย สำหรับคดีนี้โจทก์มีนายชูศักดิ์ ซึ่งขณะเกิดเหตุนั่งด้านหน้ารถคู่กับจำเลยเป็นพยานเบิกความตอบทนายโจทก์ซักถามว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยขับรถด้วยความเร็วประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เนื่องจากมีฝนตก เมื่อมาถึงบริเวณสี่แยกที่เกิดเหตุจำเลยหยุดรถ และเนื่องจากไม่มีสัญญาณไฟจราจรและทางด้านซ้ายมือของจำเลยมีกอหญ้าขึ้นสูง ไม่สามารถมองเห็นทางฝั่งซ้ายได้ชัดเจนนัก จำเลยจึงชะลอความเร็วรถลง เมื่อรถแล่นมาถึงกลางสี่แยกถูกรถกระบะพุ่งชน และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะขับรถข้ามสี่แยกที่เกิดเหตุจำเลยชะลอความเร็วในลักษณะเกือบหยุดรถ ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายชูศักดิ์ดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่า ในการขับรถตู้ของโจทก์ผ่านสี่แยกที่เกิดเหตุ จำเลยได้ใช้ความระมัดระวังในระดับหนึ่งแล้วแม้จะไม่ใช่ความระมัดระวังในระดับที่วิญญูชนในภาวะเช่นเดียวกับจำเลยจักต้องมีก็ตาม การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงความประมาทเลินเล่อธรรมดา หาใช่ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีหน้าที่ขับรถให้แก่โจทก์ ย่อมมีความเชี่ยวชาญในการขับรถ จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษกว่าวิญญูชนทั่วไป เมื่อจำเลยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการขับรถข้ามสี่แยกที่เกิดเหตุในขณะฝนตก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงนั้น เห็นว่า ตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยนั้นไม่ใช่ตำแหน่งหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดในเรื่องการใช้ความระมัดระวังไว้เป็นอย่างอื่น การพิจารณาในเรื่องความประมาทเลินเล่อจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 มิใช่พิจารณาตามมาตรฐานที่โจทก์กล่าวอ้าง เมื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่จำเลยอยู่ในสังกัดขณะทำละเมิด ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 10 วรรคหนึ่ง เมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ในประเด็นค่าเสียหายอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4478/2564 มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี โจทก์ นาย ท. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี · จำเลย - นาย ท.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิทยา ยิ่งวิริยะ · ไพจิตร สวัสดิสาร · สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นางสาวน้ำผึ้ง แสนทวี · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายวิระ สุดแก้ว
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.194/2564

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534ฎีกา 246/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา