⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1148/2565

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1148/2565

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมมีผลผูกพันคู่ความในฐานะเจ้าหนี้และลูกหนี้ตามคำพิพากษา และต้องบังคับคดีในคดีเดิมเท่านั้น จะนำข้อพิพาทชั้นบังคับคดีมาฟ้องเป็นคดีใหม่ไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคดีก่อนถือว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้จากจำเลยโดยอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนจำเลยถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองโดยอยู่ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสองชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมเข้าไปในคดีเดิมตาม มาตรา 7 (2) โจทก์ทั้งสองไม่อาจนำข้อพิพาทในชั้นบังคับคดีดังกล่าวมาฟ้องร้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งได้มีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีใหม่ได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองได้ตาม มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.7 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.252 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.274

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8711 แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อไปทำการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง หากจำเลยเพิกเฉยหรือไม่ยินยอม ให้เพิกถอนต้นฉบับโฉนดที่ดิน (ฉบับผู้ถือ) และออกใบแทนโดยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8711 และส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ได้ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2558 นายอำนาจ ทำหนังสือรับสภาพหนี้ ยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าข้าวสารจำเลย เป็นเงิน 6,288,196 บาท ตกลงชำระภายในวันที่ 31 มีนาคม 2560 โดยโจทก์ทั้งสองนำที่ดินโฉนดเลขที่ 8711 มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันในวงเงิน 600,000 บาท แต่นายอำนาจไม่ชำระหนี้ให้แก่จำเลยตามกำหนดต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2560 จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องนายอำนาจและโจทก์ทั้งสองต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2431/1560 หมายเลขแดงที่ 316/2561 ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม โดยโจทก์ทั้งสองตกลงร่วมรับผิดชำระหนี้แก่จำเลยในวงเงินไม่เกิน 600,000 บาท แบ่งชำระเป็น 3 งวด ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 หากโจทก์ทั้งสองนำเงินมาชำระแก่จำเลย 600,000 บาท แล้ว จำเลยจะจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองพร้อมส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินที่จำนองแก่โจทก์ทั้งสองทันที ต่อมาจำเลยได้รับชำระเงิน 3 จำนวน รวมเป็นเงิน 600,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้องคดีนี้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยแต่จำเลยไม่จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8711 และส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง เป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาอำนาจฟ้องของโจทก์ทั้งสองขึ้นวินิจฉัยก่อน เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้ (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดี....." ดังนี้โดยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคดีก่อน หากโจทก์ทั้งสองได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม โดยนำเงินจำนวน 600,000 บาท ชำระให้แก่จำเลยครบแล้ว โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนย่อมอาศัยสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคดีก่อนเรียกร้องให้จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินจำนองแก่โจทก์ทั้งสองได้ และจำเลยย่อมมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินจำนองแก่โจทก์ทั้งสอง จึงถือว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้จากจำเลยโดยอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนจำเลยถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองโดยอยู่ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสองเห็นว่าตนได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม โดยชำระเงินจำนวน 600,000 บาท ให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินที่จำนองแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมซึ่งเป็นคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล ซึ่งคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องซึ่งต้องร้องขอเข้าไปในคดีเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) อันเป็นการร้องขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินการในชั้นบังคับคดีในคดีก่อนโดยไต่สวนข้อโต้แย้งของโจทก์ทั้งสองและจำเลยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม หากได้ความตามข้ออ้างของโจทก์ทั้งสอง ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งกำหนดวิธีการบังคับคดีแก่จำเลยตามบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีในหนี้กระทำการตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 และมาตรา 358 หากไม่ได้ความดังกล่าวศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะยกคำร้องของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองไม่อาจนำข้อพิพาทในชั้นบังคับคดีดังกล่าวมาฟ้องร้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งได้มีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีใหม่ได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1148/2565 นางสาว บ. กับพวก โจทก์ สหกรณ์การเกษตร ศ. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาว บ. กับพวก · จำเลย - สหกรณ์การเกษตร ศ.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์ · นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ · สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายนัฐวุฒิ เลี่ยวไพโรจน์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายนิธิศิษฐ์ ธำรงเลิศสกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.753/2564

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2341/2519ฎีกา 6856/2541ฎีกา 1971/2494ฎีกา 3188/2529ฎีกา 6039/2545ฎีกา 789/2515ฎีกา 364/2536ฎีกา 7442/2544ฎีกา 4982/2541ฎีกา 5445/2537ฎีกา 4404/2565ฎีกา 301/2520ฎีกา 5615/2537ฎีกา 6190/2540ฎีกา 3669/2534ฎีกา 3643/2537ฎีกา 963/2544ฎีกา 3068/2539ฎีกา 2755/2565ฎีกา 2074/2529ฎีกา 243/2497ฎีกา 2958/2538ฎีกา 1545/2552ฎีกา 10665/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา