คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4245/2565
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) ทำให้เช็คนั้นตกเป็นโมฆะและไม่สามารถฟ้องบังคับได้ตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
เช็คพิพาททั้งสามฉบับมีดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี รวมกับต้นเงินไว้ด้วย ซึ่งกฎหมายให้เรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายตกเป็นโมฆะฟ้องบังคับไม่ได้ เช็คพิพาททั้งสามฉบับจึงไม่ใช่การชำระหนี้ที่จะบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่คำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่ตรงตามความเป็นจริงที่ปรากฎจากทางนำสืบของโจทก์ในการไต่สวนมูลฟ้อง จึงไม่อาจรับฟังคำรับสารภาพของจำเลยประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ลงโทษจำเลย อีกทั้งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ให้อำนาจศาลในการพิจารณาคดีว่า ถ้าศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ให้ศาลยกฟ้องปล่อยจำเลยไป ซึ่งการพิพากษาคดีดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แม้จะมิได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นก็ตาม
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 10 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 30 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 เดือน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว จำเลยจะอุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องอีกไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นการวินิจฉัยข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า สัญญากู้ยืมเงินระบุอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี โจทก์จะมอบเงินให้แก่จำเลยแต่ละงวดโดยหักเงินในส่วนดอกเบี้ยไว้ จำเลยจึงไม่ได้รับเงินเต็มตามสัญญากู้ยืมเงิน ดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นดอกเบี้ยของงวดก่อน เนื่องจากโจทก์คิดดอกเบี้ยค้างชำระในงวดก่อนร้อยละ 18 ต่อปี เมื่อปรากฏว่าจำนวนเงินในเช็คพิพาททั้งสามฉบับมีการเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี รวมเข้ากับเงินต้นในเช็คพิพาทแต่ละฉบับไว้ด้วยซึ่งกฎหมายให้เรียกดอกเบี้ยเงินกู้ได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) จึงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะฟ้องบังคับไม่ได้ เช็คพิพาททั้งสามฉบับจึงไม่ใช่การชำระหนี้ที่จะบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่คำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่ตรงตามความจริงที่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ในการไต่สวนมูลฟ้องจึงไม่อาจรับฟังคำรับสารภาพของจำเลยประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ลงโทษจำเลย อีกทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ได้ให้อำนาจศาลในการพิพากษาคดีว่า ถ้าศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ให้ศาลยกฟ้องปล่อยจำเลยไป ซึ่งการพิพากษาคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แม้จะมิได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นก็ตาม ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น จึงชอบแล้ว ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4245/2565
นาย อ. โจทก์
นางหรือนางสาว ธ. จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาย อ. · จำเลย - นางหรือนางสาว ธ. |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | จาตุรงค์ สรนุวัตร · ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ · เอกวิทย์ วัชชวัลคุ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) - นางสาวศศิมา ลิ้มรสเจริญวงศ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายวชิระ เศษแสงศรี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.1097/2565 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา