⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4630/2565

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4630/2565

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเลิกจ้างจะถือว่าไม่เป็นธรรมต่อเมื่อนายจ้างไม่มีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้าง.

ย่อคำพิพากษา

การเลิกจ้างที่จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น ต้องพิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่านายจ้างมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ โจทก์ทำงานบกพร่องและล่าช้า จำเลยจึงออกหนังสือเตือน โจทก์ยอมรับว่า เป็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยอดเงินขาดทุนของจำเลย ซึ่งแปลความได้ว่า โจทก์ยังคงทำงานบกพร่องและล่าช้ามิใช่เพียงจำเลยทวงถามงาน โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงินมีผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนและได้รับค่าจ้างในอัตราสูง จึงต้องมีความรู้ความสามารถและความรับผิดชอบมากกว่าพนักงานทั่วไป จำเลยย่อมคาดหวังว่าโจทก์จะสามารถควบคุมดูแลงานในความรับผิดชอบของจำเลยให้ดำเนินงานไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็ว งานฝ่ายบัญชีและการเงินนับว่าเป็นส่วนสำคัญแก่การประกอบธุรกิจของจำเลย หากงานยังบกพร่องย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหายได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ภายหลังมีหนังสือเตือนโจทก์ประมาณ 2 เดือน นับว่าให้โอกาสโจทก์ในการแก้ไขปรับปรุงการทำงานเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว แต่โจทก์ยังคงทำงานบกพร่องและล่าช้าจำเลยย่อมไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานต่อไป เมื่อไม่ปรากฏว่า การเลิกจ้างเป็นไปโดยมีเจตนากลั่นแกล้ง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว ถือว่าจำเลยมีเหตุอันสมควรและเพียงพอ ที่จะเลิกจ้างแล้ว จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.49

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 2,238,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 375,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 มกราคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2558 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน ได้รับค่าจ้างเดือนละ 226,200 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2562 โดยอ้างว่าโจทก์ปฏิบัติงานไม่เป็นที่น่าพอใจ ล่าช้าและละเลยการรายงานต่อแผนกการเงิน ละเลยการทำบัญชีลูกหนี้การค้าของบริษัท ความแม่นยำในคุณภาพข้อมูล (ขาดการตรวจพิสูจน์ทางบัญชี) ไม่มีการปรับปรุงหลังจากได้รับการแจ้งเตือนเป็นหนังสือเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 และขาดการให้ความร่วมมือกับแผนกอื่น ๆ ซึ่งปิดกั้นการพัฒนาบริษัท โดยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และเงินอื่นตามกฎหมาย รวมเป็นเงิน 1,816,689 บาท แก่โจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทำงานบกพร่องจนจำเลยต้องออกหนังสือเตือน หลังจากนั้นโจทก์ยังคงทำงานตามหน้าที่ เพียงแต่สำนักงานภูมิภาคของจำเลยมีการทวงถามงานจากโจทก์ ไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำผิดอย่างอื่นหรือจำเลยได้ตักเตือนโจทก์อีก และจำเลยไม่ได้ให้โอกาสโจทก์แก้ไขปรับปรุงจนกระทั่งจำเลยเลิกจ้างโจทก์ภายหลังออกหนังสือเตือนครั้งเดียวเพียง 2 เดือนเศษ ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ภายหลังโจทก์ได้รับหนังสือเตือนแล้วโจทก์ทำงานต่อไปโดยไม่ได้กระทำผิดอย่างอื่นและไม่พบความบกพร่องของงานเช่นที่ผ่านมานอกจากการถูกทวงถามงาน เมื่อไม่ปรากฏว่าเกิดความเสียหายแก่จำเลย จำเลยควรให้เวลาสำหรับการปรับปรุงการทำงานที่นานกว่านี้ ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ทำงานบกพร่องล่าช้าและไม่สามารถทำงานร่วมกับบุคคลอื่นในองค์กรได้ ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมลตักเตือนโจทก์ 2 ครั้ง ต่อมาจำเลยได้ทำหนังสือตักเตือนโจทก์อย่างเป็นทางการ โจทก์ไม่ยอมรับหนังสือเตือน แสดงว่าโจทก์ไม่ต้องการแก้ไขความบกพร่องในการทำงาน และโจทก์ก็ยังคงทำงานบกพร่องล่าช้า การกระทำของโจทก์ทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยในด้านความน่าเชื่อถือต่อสำนักงานประจำภูมิภาคของจำเลย และจำเลยอาจต้องรับผิดต่อหน่วยงานรัฐในประเทศไทยเนื่องจากการรายงานข้อมูลทางการเงินที่บกพร่องล่าช้า จำเลยให้เวลาโจทก์พอสมควรแล้วจึงเลิกจ้างโจทก์ เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควรนั้น เห็นว่า การเลิกจ้างที่จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น ต้องพิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่านายจ้างมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ คดีนี้โจทก์ทำงานบกพร่องและล่าช้า จำเลยจึงออกหนังสือเตือนโจทก์ ต่อมาสำนักงานภูมิภาคของจำเลยติดต่อโจทก์ทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมลเกี่ยวกับงานของโจทก์ที่เสนอต่อสำนักงานภูมิภาคของจำเลย ตามเอกสารหมาย ล.12 และ ล.13 โดยเอกสารหมาย ล.12 เป็นการติดต่อระหว่างนายประวิน ผู้จัดการฝ่ายการควบคุมการขนส่งทางอากาศและทะเล ประจำสำนักงานภูมิภาคของจำเลย กับโจทก์ โดยนายประวิน ส่งข้อความทวงถามรายงานทางการเงิน (โอพีอา) ประจำปี 2561 จากโจทก์ ถึง 4 ครั้ง แต่โจทก์ไม่ตอบกลับ ส่วนเอกสารหมาย ล.13 เป็นการติดต่อระหว่างนายนิพัล ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน ประจำสำนักงานภูมิภาคของจำเลย กับโจทก์ โดยนายนิพัลส่งข้อความให้โจทก์แก้ไขการทำงบทางการเงินของจำเลย และให้โจทก์ชี้แจงรายละเอียดความบกพร่องของการทำงบการเงินดังกล่าว โจทก์ยอมรับว่า เป็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยอดเงินขาดทุนของจำเลย ซึ่งแปลความได้ว่าโจทก์ยังคงทำงานบกพร่องและล่าช้า มิใช่เพียงจำเลยทวงถามงานดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมา ดังนั้น เมื่อโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงินมีผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนและได้รับค่าจ้างในอัตราสูง จึงต้องมีความรู้ความสามารถและความรับผิดชอบมากกว่าพนักงานทั่วไป จำเลยย่อมคาดหวังว่าโจทก์จะสามารถควบคุมดูแลงานในความรับผิดชอบของจำเลยให้ดำเนินงานไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็ว งานฝ่ายบัญชีและการเงินนับว่าเป็นส่วนสำคัญแก่การประกอบธุรกิจของจำเลย หากงานยังบกพร่องย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหายได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ภายหลังมีหนังสือเตือนโจทก์ประมาณ 2 เดือน นับว่าให้โอกาสโจทก์ในการแก้ไขปรับปรุงการทำงานเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว แต่โจทก์ยังคงทำงานบกพร่องและล่าช้า จำเลยย่อมไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานต่อไป เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า การเลิกจ้างเป็นไปโดยมีเจตนากลั่นแกล้ง ทั้งจำเลยได้จ่ายเงินค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ รวมเป็นเงิน 1,816,689 บาท แก่โจทก์แล้ว การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว ถือว่าจำเลยมีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างแล้ว จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4630/2565 นาง ป. โจทก์ บริษัท ด. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ป. · จำเลย - บริษัท ด.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จักษ์ชัย เยพิทักษ์ · กิตติพงษ์ ศิริโรจน์ · สมจิตร์ ทองศรี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายเกริกเกียรติ พุทธสถิตย์ · - นางสาวผจงธรณ์ วรินทรเวช
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำร.24/2565

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 995/2529ฎีกา 5609/2542ฎีกา 12194-12198/2553ฎีกา 359/2541ฎีกา 2652/2523ฎีกา 3116/2529ฎีกา 4091/2549ฎีกา 2459/2525ฎีกา 4533/2549ฎีกา 3801/2531ฎีกา 6877/2544ฎีกา 7083/2548ฎีกา 2222/2560ฎีกา 2133/2531ฎีกา 5396/2540ฎีกา 4812/2550ฎีกา 3355/2535ฎีกา 1221/2549ฎีกา 897/2547ฎีกา 258/2545ฎีกา 255/2531ฎีกา 7044/2537ฎีกา 8335/2560ฎีกา 859/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา