⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 901/2565

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 901/2565

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การมีไว้ซึ่งธนบัตรปลอมเพื่อนำออกใช้เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่รับธนบัตรนั้นไว้โดยรู้ว่าเป็นของปลอม และการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดต่างหากจากความผิดฐานฉ้อโกง

ย่อคำพิพากษา

การสับเปลี่ยนธนบัตรฉบับจริงของผู้เสียหายทั้งสี่และได้ไปซึ่งธนบัตรฉบับจริงของผู้เสียหายทั้งสี่ตามที่จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสี่เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง แต่การที่จำเลยกับพวกร่วมกันมีธนบัตรปลอมไว้แล้วนำออกใช้สับเปลี่ยนกับธนบัตรฉบับจริงของผู้เสียหายทั้งสี่เป็นการมีไว้เพื่อนำออกใช้ตามความใน ป.อ. มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247 เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่มีการรับธนบัตรนั้นไว้เพื่อนำออกใช้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นธนบัตรปลอม ไม่ใช่เมื่อมีการนำออกใช้ การกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว จำเลยกับพวกย่อมมีเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกันและสามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรของรัฐบาลต่างประเทศปลอม ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.244 ประมวลกฎหมายอาญา ม.247 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 240, 244, 247, 248, 341 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาธนบัตรรัฐบาลต่างประเทศที่ใช้ในสหภาพยุโรป สกุลยูโร ชนิดราคา 500 ยูโร จำนวน 200 ฉบับ รวม 100,000 ยูโร หรือ 3,950,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ โดยชำระแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 250,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 3,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 550,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 เป็นเงิน 150,000 บาท นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1156/2562 ของศาลชั้นต้น ริบธนบัตรปลอมของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 247 ประกอบมาตรา 244, (ที่ถูก มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247) 341, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้ หรือให้อำนาจให้ออกใช้ อันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอม จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกง จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 8 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน และให้จำเลยคืนเงินหรือชดใช้ราคาธนบัตรรัฐบาลต่างประเทศที่ใช้ในสหภาพยุโรป สกุลยูโร ชนิดราคา 500 ยูโร จำนวน 200 ฉบับ หรือ 3,950,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ โดยแบ่งเป็นผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 250,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 3,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 550,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 150,000 บาท ริบธนบัตรปลอมของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก ส่วนคำขอให้นับโทษต่อนั้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกับพวก คือ นายซามูและนายสเตฟานหรือสตีเฟ่นร่วมกันมีธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้เป็นธนบัตรปลอม ชนิดราคา 500 ยูโร หมายเลข 28064014122 จำนวน 208 ฉบับ จำเลยและนายซามูร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสี่ให้นำเงินสกุลบาทไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้จำนวน 100,000 ยูโร แล้วนำไปแลกเปลี่ยนกับเงินซึ่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกาออกใช้กับนายซามูที่ประเทศมาเลเซียซึ่งจะได้รับประโยชน์เป็นอัตราแลกเปลี่ยนเงินที่มากกว่าอัตราทั่วไป 2 ถึง 3 เท่า อันเป็นความเท็จ โดยเป็นกลอุบายหลอกลวงเพื่อสับเปลี่ยนธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ของผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นธนบัตรจริงให้เป็นธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ปลอมของจำเลยกับพวก ผู้เสียหายทั้งสี่หลงเชื่อจึงร่วมกันนำเงิน 3,950,000 บาท ไปแลกเปลี่ยนเป็นธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ ชนิดราคา 500 ยูโร 200 ฉบับ จากนั้นผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และนายสิทธิพล บุตรผู้เสียหายที่ 3 กับจำเลยเดินทางไปประเทศมาเลเซียและเข้าพักที่โรงแรมเพื่อไปแลกเปลี่ยนเงินตามที่จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวง จำเลย นายซามู และนายสเตฟานร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายที่ 1 กับพวก โดยนายซามูและนายสเตฟานใช้ธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ซึ่งเป็นธนบัตรปลอมของจำเลยกับพวกสับเปลี่ยนเอาธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ซึ่งเป็นธนบัตรจริงของผู้เสียหายทั้งสี่ไป สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราหรือสิ่งอื่นใด ซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้ โจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลต่างประเทศปลอมและฐานร่วมกันฉ้อโกง ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อประการที่ 3 ตามที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำความผิดคดีนี้รูปคดีเป็นเพียงเจตนาฉ้อโกง ไม่ใช่การกระทำโดยมีเจตนานำธนบัตรยูโรปลอมออกมาใช้ให้เหมือนเป็นธนบัตรจริง แต่เป็นการกระทำอันเป็นส่วนหนึ่งของเจตนาที่จะฉ้อโกงทรัพย์เท่านั้น จึงไม่ควรลงโทษจำเลยฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้ เห็นว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และนายสิทธิพลเดินทางเข้าพักที่โรงแรมในประเทศมาเลเซียแล้ว นายซามูและนายสเตฟานขอตรวจนับธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ของผู้เสียหายทั้งสี่และนำไปใส่ในเครื่องมือที่เตรียมมาซึ่งเป็นการสับเปลี่ยนเอาธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ฉบับจริงของ ผู้เสียหายทั้งสี่ไว้ในเครื่องมือและเอาธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ฉบับปลอมของจำเลยกับพวกออกมาจากเครื่องมือดังกล่าวมัดด้วยยางเป็นปึกแล้วโรยด้วยแป้งและนำใส่ถุงกระดาษเก็บไว้ในตู้นิรภัยภายในห้องพัก พร้อมทั้งตั้งรหัสตู้นิรภัย 4 หมายเลข โดยผู้เสียหายที่ 2 ตั้งรหัส 2 หมายเลข นายซามูตั้งรหัส 2 หมายเลข ผู้เสียหายที่ 2 แอบจดจำรหัสที่นายซามูตั้งไว้ นายซามูและนายสเตฟานแจ้งว่าจะโอนเงินที่แลกเปลี่ยนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้เสียหายทั้งสี่ภายใน 4 ชั่วโมง และเมื่อโอนเงินแล้วจะมาเอาธนบัตรดังกล่าวจากตู้นิรภัย จากนั้นนายซามูและนายสเตฟานได้กลับไป แต่ปรากฏว่าไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้เสียหายทั้งสี่ ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกจึงสอบถามจำเลย จำเลยแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อนายซามูและนายสเตฟานได้ ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกจึงเปิดตู้นิรภัยและนำถุงกระดาษบรรจุธนบัตรออกมา การสับเปลี่ยนกับธนบัตรซึ่งสหภาพยุโรปออกใช้ฉบับจริงของผู้เสียหายทั้งสี่และได้ไปซึ่งธนบัตรฉบับจริงของผู้เสียหายทั้งสี่ตามที่จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสี่จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง แต่การที่จำเลยกับพวกร่วมกันมีธนบัตรปลอมดังกล่าวไว้แล้วนำออกใช้สับเปลี่ยนกับธนบัตรฉบับจริงของผู้เสียหายทั้งสี่เป็นการมีไว้เพื่อนำออกใช้ตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247 เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่มีการรับธนบัตรนั้นไว้เพื่อนำออกใช้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นธนบัตรปลอม ไม่ใช่เมื่อมีการนำออกใช้ การกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว จำเลยกับพวกย่อมมีเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกันและสามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรของรัฐบาลต่างประเทศปลอม ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 901/2565 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย โจทก์ นาง ม. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย · จำเลย - นาง ม.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล · สุทิน นาคพงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงราย - นายสุทธิณัฐ ไชยเจริญ · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายสนิท โพชนะกิจ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1742/2564

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3330/2531ฎีกา 2446/2521ฎีกา 12/2543ฎีกา 9264/2557ฎีกา 1080/2505ฎีกา 833/2524ฎีกา 244/2535ฎีกา 1131/2549ฎีกา 1930/2531ฎีกา 2901/2547ฎีกา 2429/2567ฎีกา 445/2536ฎีกา 1495/2508ฎีกา 4009-4010/2549ฎีกา 840/2550ฎีกา 108/2546ฎีกา 2831/2528ฎีกา 3773/2525ฎีกา 1788/2531ฎีกา 779/2541ฎีกา 2174-2175/2530ฎีกา 1198/2519ฎีกา 4391/2565ฎีกา 2254/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา