⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1/2567

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1/2567

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นและวางแผนให้พวกของจำเลยกระทำการฆ่าผู้อื่น ถือว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ย่อคำพิพากษา

จำเลยกับพวกพยายามติดตามหาตัวผู้ตายน่าจะสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ตายมีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และเกิดความขัดแย้งกัน เมื่อจำเลยกับพวกติดตามจนพบผู้ตาย จำเลยจึงบอกให้พวกของจำเลยพกอาวุธปืนลงจากรถด้วย จากนั้นพวกของจำเลยดังกล่าวใช้ปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายที่ 2 ทันที กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ 2 แต่ถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย แล้วจำเลยขับรถเก๋งพาพวกของจำเลยหลบหนีไปด้วยกัน พฤติการณ์เช่นนี้บ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นและวางแผนให้พวกของจำเลยฆ่าผู้ตายตั้งแต่ต้น การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.83

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 90, 91, 93, 288, 289, 309, 310 ทวิ, 340, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบหัวกระสุนปืน 2 ชิ้น ของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) และมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 309 วรรคสอง, 310 ทวิ, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธและฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (11) ได้อีก เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้ลงโทษประหารชีวิตสถานเดียว ริบหัวกระสุนปืน 2 ชิ้น ของกลาง ยกฟ้องข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า วันเกิดเหตุวันที่ 28 สิงหาคม 2562 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ขณะที่นางริณลตา ผู้เสียหายที่ 1 ยืนอยู่บริเวณหน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ได้มีคนร้ายหลายคนร่วมกันฉุดผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นรถเก๋งสีดำและใส่กุญแจมือบังคับให้พาไปหานายอรรถพลที่บ้านของนายสุธน ผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นเวลาประมาณ 22 นาฬิกา เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีนายอรรถพลนั่งซ้อนท้ายแล่นไปถึงที่เกิดเหตุทางเข้าบ้านของผู้เสียหายที่ 2 กลุ่มคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 และนายอรรถพล 1 นัด กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ 2 แต่ถูกนายอรรถพลที่บริเวณสันจมูก ไหล่ซ้ายและศีรษะ เป็นเหตุให้นายอรรถพลถึงแก่ความตาย สำหรับความผิดฐานปล้นทรัพย์ เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้อง ส่วนความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ และฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นและให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำ กับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในความผิดดังกล่าว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า จำเลยเป็นคนร้ายร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้เสียหายที่ 1 มีโอกาสพูดคุยสอบถามจำเลยว่าเป็นบุคคลที่ผู้ตายให้มาพบเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนผู้เสียหายที่ 1 จะถูกกลุ่มคนร้ายฉุดขึ้นรถเก๋งโดยไม่ได้ตั้งตัวแล้วคนร้ายใช้ผ้าปิดใบหน้าและใส่กุญแจมือผู้เสียหายที่ 1 แต่ระหว่างอยู่ภายในรถกลุ่มคนร้ายเปิดผ้าที่ปิดใบหน้าของผู้เสียหายที่ 1 ออก เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นคนนำทางพาไปหาผู้ตาย ในสถานการณ์เช่นนี้เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 ย่อมต้องเห็นและมีเวลาเพียงพอที่จะสบโอกาสจดจำสังเกตรูปร่างลักษณะและการแต่งกายของจำเลยซึ่งเป็นคนขับรถอยู่ในกลุ่มคนร้าย อีกทั้งวันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ได้ให้ข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จนกระทั่งเจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนตรวจสอบกล้องวงจรปิดเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุจนพบข้อมูลเกี่ยวกับคนร้ายเริ่มตั้งแต่บริเวณหน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่นจุดที่ผู้เสียหายที่ 1 พบกับจำเลย แล้วกลุ่มคนร้ายฉุดผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นรถเก๋ง รวมทั้งเส้นทางของกลุ่มคนร้ายขับรถเก๋งไปร่วมกันก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายที่ 2 เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบรถเก๋งของคนร้ายที่ใช้เป็นยานพาหนะในการก่อเหตุปรากฏว่ามีชื่อนางอำพร ภริยาของจำเลยเป็นผู้ครอบครอง ประกอบกับหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจนำเอาภาพถ่ายของจำเลยในเฟซบุ๊กซึ่งมีผมสีทองและสวมเสื้อลายสีขาวแดง กับภาพถ่ายของจำเลยในข้อมูลทะเบียนราษฎร์ให้ผู้เสียหายที่ 1 ดู และผู้เสียหายที่ 1 ชี้ตัวจำเลยทันทียืนยันว่าเป็นคนขับรถให้กลุ่มคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย อีกทั้งผู้เสียหายที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนหลายครั้งก็ยังคงมีข้อเท็จจริงสอดคล้องกับคำเบิกความในชั้นพิจารณาไม่มีข้อพิรุธ จึงเชื่อว่า ผู้เสียหายที่ 1 จดจำจำเลยได้ว่า เป็นคนร้ายร่วมกับกลุ่มคนร้ายก่อเหตุคดีนี้ ที่จำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ไปกรุงเทพมหานคร โดยมีตั๋วเดินทางของสายการบินแอร์เอเซียเป็นหลักฐาน แต่ปรากฏว่าตั๋วเดินทางดังกล่าวระบุเวลาขึ้นเครื่อง 16.50 นาฬิกา อันเป็นเวลาก่อนเกิดเหตุหลายชั่วโมง และไม่ปรากฏทางนำสืบของจำเลยหรือมีพยานหลักฐานอื่นใดของจำเลยแสดงให้เห็นว่าหลังจากเดินทางถึงกรุงเทพมหานครแล้วจำเลยอยู่กับใคร ที่ไหน ทำอะไร พยานหลักฐานของจำเลยจึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทหญิงนุชรี พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า จากการสอบสวนของพยานทราบว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติดโดยเป็นผู้ทวงหนี้ค่ายาเสพติด ประกอบกับในเรื่องนี้ผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุนางสาวอ้น คนรักของผู้ตายโทรศัพท์ติดต่อผู้เสียหายที่ 1 ขอร้องให้ผู้เสียหายที่ 1 ให้ผู้ตายยืมเงินเกี่ยวกับปัญหายาเสพติด และบอกว่านางสาวอ้นกับผู้ตายกำลังจะมีภัย รวมทั้งระหว่างผู้เสียหายที่ 1 อยู่ภายในรถกับกลุ่มคนร้าย ผู้เสียหายที่ 1 ได้ยินกลุ่มคนร้ายพูดว่าผู้ตายขายยาบ้าเก่ง อันเป็นการสอดคล้องกับคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า กลุ่มคนร้ายบังคับให้ผู้เสียหายที่ 1 ติดต่อผู้ตายเพราะติดหนี้เจ้านายตามบันทึกคำให้การของพยาน ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้เชื่อว่า สาเหตุที่จำเลยกับพวกพยายามติดตามหาตัวผู้ตายน่าจะสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ตายมีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และเกิดความขัดแย้งกัน เมื่อจำเลยกับพวกติดตามจนพบผู้ตาย จำเลยจึงบอกให้พวกของจำเลยพกอาวุธปืนลงจากรถด้วย จากนั้นพวกของจำเลยดังกล่าวใช้ปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายที่ 2 ทันที กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ 2 แต่ถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย แล้วจำเลยขับรถเก๋งพาพวกของจำเลยหลบหนีไปด้วยกัน พฤติการณ์เช่นนี้บ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นและวางแผนให้พวกของจำเลยฆ่าผู้ตายตั้งแต่ต้น การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1/2567 พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต โจทก์ นาย ส. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต · จำเลย - นาย ส.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บดินทร์ ตรีรานุรัตน์ · เสถียร ศรีทองชัย · สิทธิชัย พูนเกษม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดภูเก็ต · ศาลอุทธรณ์ภาค 8
แหล่งที่มาหนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1956/2566

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2532ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 593/2510ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 619/2513ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 3578/2531ฎีกา 1893/2538ฎีกา 5487/2548ฎีกา 3595/2532ฎีกา 2936/2543ฎีกา 1315/2513ฎีกา 3380/2531ฎีกา 5957/2530ฎีกา 643/2531ฎีกา 215/2556ฎีกา 4547/2530ฎีกา 2491-2493/2519ฎีกา 1386/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา