⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 224/2567

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 224/2567

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐในการบริหารจัดการทรัพย์สินของหน่วยงาน ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายที่ให้อำนาจ หากการใช้อำนาจนั้นกระทำโดยมีเจตนาทุจริต ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และศาลต้องดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องเพื่อพิสูจน์เจตนาทุจริตดังกล่าว.

ย่อคำพิพากษา

การใช้ดุลพินิจในการบริหารจัดการรายได้และผลประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยตามอำนาจหน้าที่ ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ หากการใช้ดุลพินิจในการออกระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ เกิดจากการร่วมกันกระทำโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นการขัดต่อกฎหมายและมติของคณะรัฐมนตรีและเป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริต ย่อมเป็นการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ซึ่งตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 16 บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ให้ศาลมีคำสั่งดังต่อไปนี้ (1) ในคดีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ ให้ไต่สวนมูลฟ้อง..." และมาตรา 7 บัญญัติว่า "ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องหรือระหว่างพิจารณาศาลมีอำนาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีทำหน้าที่ช่วยเหลือศาลในการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) ตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อให้ศาลใช้เป็นแนวทางในการไต่สวนมูลฟ้องหรือการพิจารณาคดี..." การฟ้องคดีอาญานี้เป็นเรื่องต้องพิจารณาว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องเข้าลักษณะครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 หรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้ไต่สวนมูลฟ้องเพื่อพิสูจน์ความจริงถึงเจตนาของจำเลยทั้งสิบเจ็ดในการออกระเบียบข้อบังคับว่าด้วยอัตราค่าจ้าง ค่าตอบแทน และเงินประจำตำแหน่งของพนักงานมหาวิทยาลัยว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 หรือไม่ ย่อมเป็นการด่วนวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.157 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ม.7 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ม.16

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5๙, 83, 86, ๙1 และ 157 และให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดร่วมกันชดใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สินจากการกระทำละเมิดค่าจ้างให้เป็นไปตามกฎหมาย 316,381 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งนอกจากนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกาว่า สมควรรับฟ้องโจทก์ไว้ไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต..." การกระทำความผิดฐานนี้จึงแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ลักษณะหนึ่งคือ การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยผู้กระทำต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด อีกลักษณะหนึ่งคือ การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสิบเจ็ดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ร่วมกันมีมติมหาวิทยาลัย ร. ปรับฐานค่าจ้างพนักงานมหาวิทยาลัย ร. ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2542 ที่ให้จัดสรรค่าจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราชการ คือ 1.7 เท่า ของเงินเดือนข้าราชการแรกบรรจุ โดยจำเลยทั้งสิบเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเป็นตัวการและหรือผู้สนับสนุนและมีมติการประชุมสภามหาวิทยาลัย ร. ปรับฐานค่าจ้างพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาขัดต่อมติของคณะรัฐมนตรีโดยมีมติหักเงิน 0.2 ของเงินออกจากค่าจ้าง โดยไม่ชอบตามกฎหมายและวิธีการทางงบประมาณแผ่นดินทั้งที่จำเลยทั้งสิบเจ็ดรู้อยู่แล้วว่าการหักค่าจ้างจะทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินส่วนที่ควรได้ตามช่วงเวลาต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในคำฟ้อง และเป็นการขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี การหักเงิน 0.2 ของเงินออกจากค่าจ้างนอกจากไม่เป็นไปตามวิธีการทางงบประมาณแผ่นดินแล้ว ยังไม่ปรากฏแนวทางหรือหลักการปฏิบัติเพื่อนำเงินที่หักออก 0.2 จากค่าจ้างไปจัดสวัสดิการเกื้อกูลอย่างแท้จริง ทั้งหลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติระเบียบมหาวิทยาลัย ร. ว่าด้วยอัตราค่าจ้าง ค่าตอบแทน และเงินประจำตำแหน่งของพนักงานมหาวิทยาลัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 เฉพาะส่วนที่ให้ปรับเพิ่มฐานค่าจ้างพนักงานมหาวิทยาลัย สายวิชาการ ตำแหน่งอาจารย์ คุณวุฒิปริญญาโทขั้นต่ำ 15,850 บาท โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ระเบียบดังกล่าวมีผลใช้บังคับ คือ วันที่ 1 ตุลาคม 2555 จำเลยที่ 4 ถึงที่ 13 และที่ 16 ยังคงปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ โดยมิได้ดำเนินการออกระเบียบมหาวิทยาลัยในเรื่องดังกล่าวให้ถูกต้องตามกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดและยังคงกระทำความผิดซ้ำจนถึงปัจจุบัน กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยได้รับความเสียหายจากการออกระเบียบดังกล่าวโดยโจทก์ถูกหักเงิน 0.2 ของเงินออกจากค่าจ้างที่ควรได้รับในอัตรา 1.7 เท่า ของเงินเดือนข้าราชการแรกบรรจุตามมติคณะรัฐมนตรี โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงและได้รับความเสียหายเป็นพิเศษที่จะฟ้องจำเลยทั้งสิบเจ็ด แม้การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งสิบเจ็ดในฐานะนายกสภามหาวิทยาลัย ร. เลขานุการมหาวิทยาลัย ร. กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัย ร. และกรรมการสภามหาวิทยาลัยโดยตำแหน่ง โดยการเสนอหลักการและร่วมกันลงมติอนุมัติให้ปรับค่าจ้างและค่าตอบแทนสำหรับพนักงานมหาวิทยาลัย หักเงิน 0.2 ของเงินออกจากค่าจ้างที่โจทก์ควรได้รับในอัตรา 1.7 เท่า ของอัตราเงินเดือนข้าราชการแรกบรรจุตามมติคณะรัฐมนตรี เป็นการใช้ดุลพินิจในการบริหารจัดการรายได้และผลประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยตามอำนาจหน้าที่ แต่การใช้ดุลพินิจดังกล่าวยังคงต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ หากการใช้ดุลพินิจในการออกระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ เกิดจากการร่วมกันกระทำโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นการขัดต่อกฎหมายและมติของคณะรัฐมนตรีและเป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริต ย่อมเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 255๙ มาตรา 16 บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ให้ศาลมีคำสั่งดังต่อไปนี้ (1) ในคดีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ ให้ไต่สวนมูลฟ้อง..." และมาตรา 7 บัญญัติว่า "ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องหรือระหว่างพิจารณาศาลมีอำนาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีทำหน้าที่ช่วยเหลือศาลในการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) ตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อให้ศาลใช้เป็นแนวทางในการไต่สวนมูลฟ้องหรือการพิจารณาคดี..." การฟ้องคดีอาญานี้เป็นเรื่องต้องพิจารณาว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องเข้าลักษณะครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ เป็นคนละส่วนกับคดีปกครองซึ่งเป็นเรื่องการฟ้องให้เพิกถอนมติทางปกครองที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้ไต่สวนมูลฟ้องเพื่อพิสูจน์ความจริงถึงเจตนาของจำเลยทั้งสิบเจ็ดในการออกระเบียบข้อบังคับว่าด้วยอัตราค่าจ้าง ค่าตอบแทน และเงินประจำตำแหน่งของพนักงานมหาวิทยาลัย สายวิชาการ ในอัตรา 1.5 เท่า ของอัตราเงินเดือนข้าราชการแรกบรรจุ สำหรับเงิน 0.2 เท่า ของเงินดังกล่าวใช้เป็นสวัสดิการ ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีซึ่งอนุมัติหลักการให้จ้างพนักงานมหาวิทยาลัยในวาระพิเศษแทนข้าราชการบรรจุใหม่ และให้จัดสรรค่าจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนข้าราชการแรกบรรจุ คือ 1.7 เท่า ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ ย่อมเป็นการด่วนวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้รับฟ้องโจทก์และให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามรูปคดีต่อไป ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 224/2567 ว่าที่ร้อยโท จ. โจทก์ นาย อ. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ว่าที่ร้อยโท จ. · จำเลย - นาย อ. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปิยนุช จรูญรัตนา · พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น · อนันต์ คงบริรักษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มาหนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอท.82/2566

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4789/2565ฎีกา 975/2531ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 5973/2537ฎีกา 955/2512ฎีกา 2907/2526ฎีกา 1491/2537ฎีกา 313/2526ฎีกา 198/2564ฎีกา 605/2511ฎีกา 2719/2528ฎีกา 3215/2538ฎีกา 1680/2532ฎีกา 4076/2534ฎีกา 7281/2537ฎีกา 852/2538ฎีกา 4392/2531ฎีกา 1337/2538ฎีกา 5138/2537ฎีกา 13537/2553ฎีกา 1575/2518ฎีกา 2747/2529ฎีกา 4649/2533ฎีกา 858/2523
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา