⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5658/2567

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5658/2567

ยักยอก / ลักทรัพย์

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ลูกจ้างนำทรัพย์สินของนายจ้างไปขายต่ำกว่าราคาที่แท้จริงโดยทุจริต ถือเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ของนายจ้าง หาใช่ความผิดฐานยักยอก.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นพนักงานขาย ส่วนจำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการ จำเลยที่ 2 มีสิทธิพิเศษสามารถเข้าสู่ระบบของทุกแผนก รวมทั้งสามารถโอนสิทธิในการเข้าสู่ระบบโปรแกรมของพนักงานคนอื่นไปยังแผนกอื่นหรือไปยังคลังสินค้าอื่น ๆ ได้ จำเลยทั้งสองซึ่งมีหน้าที่จัดการดูแลและจัดการขายสินค้าของโจทก์ร่วมกันโอนสินค้าจากคลังสินค้าของโจทก์ผ่านระบบโปรแกรมที่ควบคุมการเบิกจ่ายสินค้าไปไว้ในคลังสินค้าของบริษัท ธ. และให้จำเลยที่ 1 ตัดขายสินค้าที่ถูกลักไปให้หายออกจากระบบของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิเพียงยึดถือดูแลไว้แทนนายจ้างชั่วเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น สิทธิครอบครองยังคงอยู่ที่โจทก์ การที่จำเลยทั้งสองเอาสินค้าของโจทก์ไปขายต่ำกว่าราคาที่แท้จริงโดยทุจริต จึงเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ที่เป็นนายจ้าง หาใช่กรณีที่จำเลยทั้งสองได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้เป็นผู้ครอบครองสินค้าของโจทก์ แล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายสินค้าของโจทก์ไปโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ไม่ แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ขอให้ลงโทษสถานเบาเนื่องจากต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อศาลฎีการับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยทั้งสองเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด และเห็นสมควรลงโทษจำเลยทั้งสองเบาลงได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายอาญา ม.335 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 334, 335 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับรับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) (ที่ถูก วรรคสองด้วย) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุกคนละ 10 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุกคนละ 4 ปี 12 เดือน คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองเฉพาะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับมาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า พยานหลักฐานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องรับฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ใช่การลักทรัพย์ แต่เป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์คือการยักยอกเงินที่ขายสินค้าของโจทก์ได้นั้น เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ต้องปรากฏว่าผู้กระทำความผิดเป็นผู้ครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องและตามทางไต่สวนพยานโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นพนักงานขาย ส่วนจำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการของโจทก์สาขา จังหวัดกาฬสินธุ์ ตามวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ร่วมกับพนักงานอื่นของโจทก์เบิกสินค้าประเภทบัตรเติมเงินโทรศัพท์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่หลายรุ่นหลายยี่ห้อหลายรายการของโจทก์จากคลังสินค้าหลักของโจทก์และรับสินค้าดังกล่าวมาเพื่อเสนอขายให้แก่ลูกค้าของโจทก์ โดยผ่านระบบโปรแกรมจีทีโมบาย (GT - Mobile) ซึ่งเป็นระบบควบคุมการเบิกจ่ายสินค้า การโอนสินค้าและจำหน่ายสินค้า ซึ่งพนักงานของโจทก์รวมทั้งจำเลยทั้งสองจะมีรหัสผ่านเป็นของตนเอง แต่จำเลยที่ 2 มีสิทธิพิเศษตำแหน่งผู้จัดการที่สามารถเข้าสู่ระบบของทุกแผนก รวมทั้งสามารถโอนสิทธิในการเข้าสู่ระบบโปรแกรมของพนักงานคนอื่นไปยังแผนกอื่นหรือไปยังคลังสินค้าอื่น ๆ ได้ แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันเอาทรัพย์ดังกล่าวของโจทก์ไป โดยจำเลยทั้งสองได้โอนสินค้าดังกล่าวทางระบบโปรแกรมจีทีโมบาย (GT - Mobile) จากคลังสินค้าของโจทก์ไปไว้ในคลังสินค้าของบริษัท ธ. ซึ่งไม่ใช้งานแล้ว จากนั้นจำเลยที่ 2 อาศัยสิทธิตำแหน่งผู้จัดการสาขาโยกย้ายแก้ไขสิทธิของจำเลยที่ 1 ไปยังคลังสินค้าของบริษัท ธ. ที่ได้รับโอนสินค้าไปเพื่อให้จำเลยที่ 1 เข้าไปรับโอนสินค้าของโจทก์ดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ทำการเปิดบิลขายสินค้าของโจทก์ในนามบริษัท ธ. ในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่แท้จริงโดยใช้ชื่อร้าน ส. โดยไม่ได้มีการซื้อขายกันจริง เพื่อตัดขายสินค้าที่ถูกลักไปให้หายออกจากระบบและเพื่อปกปิดมิให้โจทก์ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นการใช้กลวิธีในการลักสินค้าของโจทก์ให้เป็นผลสำเร็จแล้วทุจริตนำเงินค่าสินค้านั้นไป จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ ที่มีหน้าที่ในการจัดการดูแลสินค้าและจัดการขายสินค้าของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิเพียงยึดถือดูแลไว้แทนนายจ้างชั่วเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น สิทธิครอบครองยังคงอยู่ที่โจทก์ การที่จำเลยทั้งสองเอาสินค้าของโจทก์ไปขายต่ำกว่าราคาที่แท้จริงโดยทุจริต จึงเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ที่เป็นนายจ้างแล้ว หาใช่กรณีที่จำเลยทั้งสองได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้เป็นผู้ครอบครองสินค้าของโจทก์ แล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายสินค้าของโจทก์ไปโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ไม่ เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตามมาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ตามฟ้องแล้ว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองเนื่องจากเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองข้ออื่นในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาด้วยว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษแก่จำเลยทั้งสองเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นเรื่องร้ายแรง เนื่องจากจำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างของโจทก์ซึ่งได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่ ร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ที่เป็นนายจ้างคิดเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 2,360,630 บาท แต่จำเลยทั้งสองได้พยายามบรรเทาผลร้าย โดยจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 130,000 บาท และจำเลยที่ 2 ชำระเงิน 20,000 บาท แก่โจทก์ รวมเป็นเงิน 150,000 บาท แม้เป็นจำนวนไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับความเสียหายที่โจทก์ได้รับก็ตาม แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองทุกกระทงความผิด รวม 2 กระทง กระทงละ 5 ปี มานั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรลงโทษจำเลยทั้งสองให้เบาลงกว่านี้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี รวม 2 กระทง ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุกคนละ 2 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5658/2567 บริษัท พ. โจทก์ นางสาว ด. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท พ. · จำเลย - นางสาว ด. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วาสนา อัจฉรานุวัฒน์ · นพดล คชรินทร์ · อาทิตย์ ออกเวหา
แหล่งที่มาหนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1588/2567

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 1331/2479ฎีกา 2530/2527ฎีกา 1305/2547ฎีกา 7100/2538ฎีกา 1057/2514ฎีกา 3650/2527ฎีกา 1567/2535ฎีกา 3026/2517ฎีกา 3081/2527ฎีกา 1250/2520ฎีกา 1368/2509ฎีกา 2963/2535ฎีกา 726/2487ฎีกา 848/2545ฎีกา 2813/2566ฎีกา 18654/2555ฎีกา 16889/2555ฎีกา 3595/2532ฎีกา 831/2532ฎีกา 738/2536ฎีกา 5806/2534ฎีกา 1516/2549
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา