⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 888/2567

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 888/2567

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติในการเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา ต้องระบุจำนวนหนี้ที่ชัดเจน และหากเป็นหนี้ที่ต้องไปฟ้องร้องบังคับคดีแพ่งต่างหาก ศาลอาญาจะกำหนดเงื่อนไขให้ชำระหนี้ดังกล่าวไม่ได้.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) และ (5) ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้รอการกำหนดโทษและคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ไว้ มีกำหนด 2 ปี และกำหนดเงื่อนไขในการเยียวยาโจทก์ร่วม โดยให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินตามเช็คที่ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ร่วมภายในระยะเวลารอการกำหนดโทษ โดยให้ชำระทุก 3 เดือน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นต้นไป โดยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นหรือโดยวิธีการที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนดตาม ป.อ. มาตรา 56 วรรคสอง (10) แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้ระบุว่าจำนวนยอดหนี้ตามเช็คพิพาทที่ค้างชำระอยู่เป็นจำนวนเท่าใด จึงเป็นการยากที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ ทั้งจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งมาโดยตลอดว่าได้มีการชำระหนี้เงินต้นบางส่วนแก่โจทก์ร่วมแล้ว โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของโจทก์ร่วมหลายครั้งตามเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 แม้ศาลล่างทั้งสองจะฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ต้นเงิน แต่จำนวนยอดหนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ร่วมมีเพียงใดนั้น โจทก์ร่วมจะต้องไปฟ้องร้องบังคับเป็นคดีแพ่งต่างหาก ซึ่งในการพิจารณาคดีแพ่งดังกล่าวศาลไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีนี้อันเป็นคดีอาญา เนื่องจากการฟ้องร้องคดีแพ่งดังกล่าวเป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 แต่อย่างใด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า คดีแพ่งดังกล่าวมิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติมาตรา 46 แห่ง ป.วิ.อ. การกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติในการเยียวยาโจทก์ร่วมจึงไม่เป็นไปตามควรแก่กรณีแห่งคดี เป็นการไม่ชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายสกนธ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (2) (5) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 3 เดือน รวมสองกระทงเป็นจำคุก 6 เดือน และลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท รวมสองกระทงเป็นปรับ 20,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการกำหนดโทษและคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 2 ปี และกำหนดเงื่อนไขในการเยียวยาโจทก์ร่วมโดยให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินตามเช็คที่ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ร่วมภายในระยะเวลารอการกำหนดโทษ โดยให้ชำระทุก 3 เดือน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นต้นไป โดยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นหรือโดยวิธีการที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่ถูก มาตรา 56 วรรคสอง) (10) ให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน เพื่อสอดส่องตักเตือนให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้างต้นอย่างเคร่งครัด หากผิดเงื่อนไขดังกล่าวให้พนักงานคุมประพฤติรายงานศาลชั้นต้นเพื่อกำหนดโทษแก่จำเลยที่ 2 ต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดเงื่อนไขในการเยียวยาโจทก์ร่วมโดยให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินตามเช็คที่ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ร่วมภายในระยะเวลารอการกำหนดโทษ โดยให้ชำระทุก 3 เดือน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นต้นไป โดยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นหรือโดยวิธีการที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคสอง (10) ให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน เพื่อสอดส่องตักเตือนให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้างต้นอย่างเคร่งครัด หากผิดเงื่อนไขดังกล่าวให้พนักงานคุมประพฤติรายงานศาลชั้นต้นเพื่อกำหนดโทษแก่จำเลยที่ 2 ต่อไปนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า เงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดในการเยียวยาโจทก์ร่วมโดยให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับที่ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ร่วมนั้น ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งมาโดยตลอดว่าได้มีการชำระหนี้ต้นเงินบางส่วนให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของโจทก์ร่วมหลายครั้ง แม้ศาลล่างทั้งสองจะฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ต้นเงินตามสัญญาเงินกู้ไปแล้วบางส่วน แต่จำนวนยอดหนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ร่วมมีเพียงใดนั้น โจทก์ร่วมจะต้องไปฟ้องร้องบังคับกันเป็นคดีแพ่งต่างหาก ซึ่งในการพิจารณาคดีแพ่งดังกล่าวศาลไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีนี้อันเป็นคดีอาญา เนื่องจากการฟ้องร้องคดีแพ่งดังกล่าวเป็นสิทธิเรียกร้องโดยไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 แต่อย่างใด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า คดีแพ่งดังกล่าวมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติมาตรา 46 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อีกทั้งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็มิได้ระบุว่าจำนวนยอดหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับที่จำเลยทั้งสองค้างชำระอยู่เป็นจำนวนเงินเท่าใด จึงเป็นการยากที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติในการเยียวยาโจทก์ร่วมมานั้น จึงเป็นการกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติไม่เป็นไปตามควรแก่กรณีแห่งคดี เป็นการไม่ชอบ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างอื่น ๆ ในฎีกาของจำเลยทั้งสองอีกเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่กำหนดเงื่อนไขในการเยียวยาโจทก์ร่วมตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (เสถียร ศรีทองชัย - บดินทร์ ตรีรานุรัตน์ - สิทธิชัย พูนเกษม) นีรชา ชูโต - ตรวจ ที่มา : กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา หมายเหตุ สำหรับคดีอาญาที่ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายด้วยนั้น ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศว่า เพียงความตกลงของจำเลยและผู้เสียหายจะชำระค่าสินไหมทดแทนกัน ศาลย่อมสามารถนำมาพิจารณาเป็นเหตุบรรเทาโทษ (ป.อ. มาตรา 78) และสามารถนำมาเป็นเหตุผลในการรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ (ป.อ. มาตรา 56) ได้ อย่างไรก็ตาม กรณีที่จำเลยและผู้เสียหายยังไม่ได้ตกลงกันหรือไม่สามารถตกลงกันในส่วนค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายได้ จึงยังมีข้อพิพาททางแพ่งที่จะต้องมีการพิสูจน์ความรับผิดและจำนวนค่าเสียหายกันต่อไป ด้วยเหตุนี้ ตราบใดที่จำเลยและผู้เสียหายยังไม่มีการตกลงกัน ศาลย่อมไม่สามารถที่จะกำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติ (probation condition) เพื่อให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายได้ ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่ได้การรับยอมรับโดยทั่วไป โดยเฉพาะประเทศที่ใช้ ระบบประมวลกฎหมายในยุโรป ดังบัญญัติไว้ใน German Criminal Code, Section 46 a: Victim-offender mediation, restitution (T?ter-Opfer-Ausgleich, Schadenswiedergutmachung), Swiss Criminal Code, Art. 53 Reparation และ Austrian Criminal Procedure Code, Section 204 Compensation เช่นเดียวกันกับประมวลกฎหมายอาญาของไทย ก็บัญญัติรองรับหลักการดังกล่าวไว้ใน มาตรา 56 วรรคสาม (7) ที่ต้องอาศัยหลักความยินยอมหรือความตกลงของคู่กรณีเป็นสำคัญ สำหรับความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คนี้หลายประเทศมีการยกเลิกกฎหมายไปแล้ว และประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการพิจารณายกเลิกเช่นเดียวกัน ประกอบกับคดีอาญาตามพระราชบัญญัติความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ส่งผลให้ผู้เสียหายต้องไปฟ้องคดีแพ่งต่างหาก ไม่สามารถที่จะฟ้องหรือร้องขอค่าเสียหายส่วนแพ่งรวมมาในคดีอาญาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 และ 44/1 (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 1735/2565) ทั้งศาลที่พิจารณาความผิดส่วนอาญาไม่มีอำนาจก้าวล่วงไปกำหนดให้จำเลยชดใช้เงินที่ค้างชำระตามเช็คอันเป็นหนี้ส่วนแพ่งโดยอาศัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคสาม (10) ได้ แม้ว่าศาลจะมีความประสงค์ดีเพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาหรือชำระหนี้ไปพร้อมกับการรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษแก่จำเลย เนื่องจากเงื่อนไขในการเยียวยาผู้เสียหาย (restitution) ตามอนุมาตราดังกล่าวนั้นมุ่งประสงค์ให้จำเลยเยียวยาผู้เสียหายโดยวิธีอย่างอื่นที่มิใช่การชดใช้ด้วยเงิน เพื่อให้ศาลสามารถรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษไปพร้อมกับการเยียวยาผู้เสียหายให้ครอบคลุมเพิ่มมากขึ้น นอกเหนือไปจากการให้ชำระค่าสินไหมทดแทนหรือการเยียวยาตามมาตรา 56 วรรคสาม (7) ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการยกเลิกความผิดดังกล่าว หากศาลที่พิจารณาคดีอาญาจะใช้ดุลพินิจรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำเลยพร้อมกับความประสงค์ที่จะเยียวยาผู้เสียหายด้วย ย่อมมีทางออกภายใต้กฎหมายเพียงการเรียกผู้เสียหายและจำเลยมาตกลงกันในส่วนของค่าเสียหายเท่านั้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 888/2567 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงลพบุรี โจทก์ นาย ส. โจทก์ร่วม บริษัท ม. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการคดีศาลแขวงลพบุรี · โจทก์ร่วม - นาย ส. · จำเลย - บริษัท ม. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสถียร ศรีทองชัย · บดินทร์ ตรีรานุรัตน์ · สิทธิชัย พูนเกษม
แหล่งที่มาหนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3254/2566

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 4715/2542ฎีกา 1917/2559ฎีกา 1891/2500ฎีกา 481/2526ฎีกา 591/2540ฎีกา 199/2537ฎีกา 1308/2533ฎีกา 1000/2505ฎีกา 5598/2540ฎีกา 633/2540ฎีกา 664/2520ฎีกา 3911/2568ฎีกา 1982/2519ฎีกา 235/2540ฎีกา 3119/2558ฎีกา 4282/2536ฎีกา 755/2547ฎีกา 1049/2539ฎีกา 1948/2520ฎีกา 533/2521ฎีกา 170/2539ฎีกา 6318/2534ฎีกา 276/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา