⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3817/2568

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568

บุกรุก

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำใดๆ ที่เป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น อันเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข ถือเป็นความผิดฐานบุกรุก แม้ผู้กระทำจะไม่ได้เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยตรงก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีแพ่งให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนเสาและลวดหนามของจำเลยที่ 1 ออกไปจากที่ดินและได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้โจทก์แล้ว ต่อมาจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินของทางหลวงชนบทตลอดแนวด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ถึงแม้จำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์ก็ตาม ก็ถือได้ว่ากระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 83, 362

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายอาญา ม.362 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 365 ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาคอนกรีตพร้อมลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารยุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม จำคุก 4 เดือน ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาคอนกรีตพร้อมลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ที่ดินตั้งอยู่ที่ระวาง 5645III1410 บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 ห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารยุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นญาติกัน จำเลยที่ 2 เป็นสามีจำเลยที่ 1 โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เรื่องที่ดิน ศาลชั้นต้นสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาท โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำชี้แนวเขตที่ดิน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินหมู่ที่ 2 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 66.5 ตารางวา ห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินตามสำนวนคดีแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น และสำเนาคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำสั่งและสำเนาหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ที่ดินดังกล่าวทิศเหนือติดทางหลวงชนบท จำเลยที่ 1 ไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการขับไล่จำเลยที่ 1 วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 จำเลยที่ 1 นำเสาคอนกรีตไปปักขึงลวดหนามตลอดแนวในที่ดินที่เป็นไหล่ทางที่อยู่ในเขตทางหลวงชนบทหน้าที่ดินโจทก์จากจุด A1 ไปถึง A2 ซึ่งเป็นแนวเดียวกับประตูรั้วที่เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่ายกฟ้องโจทก์เฉพาะในส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์และฎีกาในคดีส่วนแพ่งที่ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาคอนกรีตพร้อมลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ที่ดินตั้งอยู่ระหว่าง 5645|||1410 บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 ห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารยุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายและจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน โดยมารดาจำเลยที่ 1 เป็นพี่สาวมารดาโจทก์ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดิน เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 66.5 ตารางวา ตั้งอยู่ที่บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แผนที่พิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คำสั่งศาลฎีกาและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนเสาและลวดหนามของจำเลยที่ 1 ออกไปจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 เวลาประมาณ 8 ถึง 9 นาฬิกา โจทก์เห็นจำเลยทั้งสองเข็นรถซึ่งมีเสาคอนกรีตและลวดหนามไปที่บริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือหน้าที่ดินของโจทก์ แล้วใช้จอบเสียมขุดหลุมที่พื้น จากนั้นนำเสาคอนกรีตปักลงในหลุมและขึงลวดหนามจากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามจุด A1 ถึง A2 แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามแนว B1 ถึง B2 เป็นรูปเสาคอนกรีตและลวดหนามที่จำเลยทั้งสองปักล้อมที่ดินของโจทก์ และมีการเขียนข้อความว่า ห้ามเข้า ที่ส่วนบุคคล ถนนคือทางหลวงชนบท ส่วนประตูเหล็กคือประตูทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนาม ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ เนื่องจากที่ดินมีทางเข้าออกเพียงทางเดียว นอกจากนี้โจทก์ยังมีนาย ช. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี และร้อยตำรวจเอก ศ. เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรรัตนวาปี เป็นพยานเบิกความสนับสนุนอีกว่า นาย ช. ปิดประกาศขับไล่จำเลยที่ 1 กำหนดระยะเวลาให้ดำเนินการภายในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 โจทก์แถลงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 นาย ช. เดินทางไปยังที่ดินของโจทก์และจัดการให้คนงานของโจทก์รื้อถอนเสาและลวดหนามตามที่โจทก์นำชี้ว่าจำเลยที่ 1 ปักลงในดินของโจทก์ จากนั้นส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ ส่วนร้อยตำรวจเอก ศ. ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในการบังคับคดีตามรายงานเจ้าหน้าที่และรูปถ่าย ในวันดังกล่าวยังไม่มีการปักเสาคอนกรีตและลวดหนามที่ด้านหน้าที่ดินของโจทก์ โดยพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความได้อย่างสอดคล้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยแต่อย่างใด อีกทั้งขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน พยานโจทก์ดังกล่าวย่อมจะมีโอกาสสังเกตเห็นและจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างถนัดชัดเจน ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 1 ปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินบริเวณระหว่างทางหลวงชนบทกับที่ดินตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองยอมรับว่า จำเลยที่ 2 และที่ 1 นำเสารั้วไปปักอยู่ในบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทจริง อันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว น่าเชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตั้งอยู่ระหว่าง 5645|||1410 บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 66.5 ตารางวา ดังนี้ คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ซี่งเป็นคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง การที่จำเลยทั้งสองเข็นรถซึ่งมีเสาคอนกรีตและลวดหนามไปที่บริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือหน้าที่ดินของโจทก์ แล้วใช้จอบเสียมขุดหลุมที่พื้น จากนั้นนำเสาคอนกรีตปักลงในหลุมและขึงลวดหนามจากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามจุด A1 ถึง A2 แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามแนว B1 ถึง B2 บ่งชี้ให้เห็นเจตนาของจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันปิดกั้นเพื่อไม่ให้โจทก์เข้าออกที่ดินบริเวณดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายและถือเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองฐานบุกรุกได้ ที่จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างว่า ที่ดินของโจทก์และที่ดินบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 137 ซึ่งเป็นของนาย ม. บิดาจำเลยที่ 1 ต่อมาที่ดินดังกล่าวตกเป็นของจำเลยที่ 1 มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค.1827 ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเอกสาร และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค.2226 ทับไปบนที่ดินของนาย ม. จำเลยที่ 1 แจ้งความดำเนินคดีบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่ดินตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น คือที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค.1827 นั้น ก็คงมีจำเลยที่ 1 เพียงปากเดียวเบิกความกล่าวอ้างอย่างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนแต่อย่างใด ทั้งยังขัดแย้งกับคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น ซึ่งวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว อีกทั้งยังได้ความจากนาย ย. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย พยานโจทก์ว่า ตามแผนที่พิพาทที่ดินตามแนวหลักเขต ลม.1 ลม.4 ลม.5 ลม6 และ ลม.7 อยู่ในเขตที่ดินของทางหลวงชนบทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททางหลวง ประชาชนไม่มีกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครอง ดังนี้ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินของทางหลวงชนบทตลอดแนวด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ถึงแม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาก็ตาม ก็ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แล้ว อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 83, 362 แต่ในส่วนจำเลยที่ 1 แม้ความผิดฐานดังกล่าวต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แต่การปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นเพื่อปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้ โดยไม่เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญามา นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 จำคุกคนละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568 นาง ช. โจทก์ นาง ธ. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ช. · จำเลย - นาง ธ.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อดุลย์ ขันทอง · จุมพล ชูวงษ์ · เลิศชาย จิวะชาติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดหนองคาย - นายธนภัทร นิติธนาภัทร · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายกิตติ อารีรักษ์
แหล่งที่มาสรรหาฎีกาเด็ด
หมายเลขคดีดำอ.1116/2567

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8080/2538ฎีกา 7958/2555ฎีกา 185/2566ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 2252/2560ฎีกา 2718/2538ฎีกา 11720/2555ฎีกา 18654/2555ฎีกา 389/2542ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 435/2535ฎีกา 276/2520ฎีกา 1813/2531ฎีกา 10552/2553ฎีกา 3620/2566ฎีกา 420-421/2507ฎีกา 2386/2541ฎีกา 2027/2536ฎีกา 954/2502
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สรรหาฎีกาเด็ด