⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3885/2568

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3885/2568

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโต้แย้งคำวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ทางแพ่งของประชาชน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินดังกล่าวได้

ย่อคำพิพากษา

ตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 12 เมื่อคดีนี้ได้มีการตรวจสอบทรัพย์สินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ ศาลจึงต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวยาเสพติด พ.ศ. 2534 เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำให้การแล้ว คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 รายการ ตามฟ้อง เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือไม่ หากเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทรัพย์สินดังกล่าวก็ต้องตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 32 วรรคสอง ในทางกลับกันหากทรัพย์สินรายการใดฟังไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือโจทก์ทั้งสองได้รับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือเป็นการได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ ทรัพย์สินนั้นก็ไม่ต้องตกเป็นของกองทุน จึงเห็นได้ว่าการที่จำเลยวินิจฉัยว่าทรัพย์สินตามฟ้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและให้ตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 32 วรรคสอง นั้น เป็นการโต้แย้งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของโจทก์ทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 โฉนด แก่โจทก์ทั้งสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ม.12 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม.32

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 8784, 9771, 14428, 16136, 14547 และ 14429 แก่โจทก์ที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 446 แก่โจทก์ที่ 2 จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วให้งดสืบพยาน และมีคำสั่งว่า โจทก์ทั้งสองยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ทั้งสองเป็นกรณีพิเศษเป็นเงิน 95,000 บาท โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า คำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ที่ 58/2562 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะจำเลยไม่ได้ยึดหรืออายัดภายใน 2 ปี หลังเกิดเหตุนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ทรัพย์สินที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากการกระทำความผิดให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในกรณีที่ไม่อาจดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยภายใน 2 ปี นับแต่วันที่การกระทำความผิดเกิดและไม่อาจจับตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยได้นั้น มิใช่บทบังคับให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินต้องมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดภายใน 2 ปี นับแต่วันที่การกระทำความผิดเกิดและไม่อาจจับตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในคดีนี้เหตุเกิดวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 แม้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562 ให้อายัดทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 โฉนด ตามรายการที่ 23 ถึงที่ 29 ไม่ได้มีคำสั่งภายใน 2 ปี นับแต่วันที่การกระทำความผิดเกิด ก็ไม่เป็นเหตุให้คำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ที่ 58/2562 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 โฉนด แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่าทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 รายการ ตามฟ้องมิใช่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายแหม่จิโป๊ะหรือแหม่จิโปะหรือสามหรือศิริพจน์ ผู้ต้องหาในคดีความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติดที่หลบหนี แต่เป็นของโจทก์ทั้งสองและเป็นการได้มาทางศีลธรรมอันดี หรือได้มาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือในทางกุศลสาธารณะ ในประเด็นข้อนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด 6 รายการ ส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด 1 รายการ ซึ่งมิใช่ทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำเลยมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ชอบ ขอให้คืนที่ดินทั้ง 7 รายการ แก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยให้การว่า ที่ดินทั้ง 7 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายแหม่จิโป๊ะ ผู้ต้องหาในคดีความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติด แต่ไม่อาจจับกุมตัวนายแหม่จิโป๊ะและดำเนินคดีได้ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่กระทำความผิดเกิด ที่ดินทั้ง 7 รายการ จึงตกเป็นของกองทุนตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 12 บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน คณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานอัยการ และศาล ดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด" เมื่อคดีนี้ได้มีการตรวจสอบทรัพย์สินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ ศาลจึงต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวยาเสพติด พ.ศ. 2534 เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำให้การแล้ว คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 รายการ ตามฟ้อง เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือไม่ หากเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทรัพย์สินดังกล่าวก็ต้องตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 32 วรรคสอง ในทางกลับกันหากทรัพย์สินรายการใดฟังไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือโจทก์ทั้งสองได้รับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือเป็นการได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ ทรัพย์สินนั้นก็ไม่ต้องตกเป็นของกองทุน จึงเห็นได้ว่าการที่จำเลยวินิจฉัยว่าทรัพย์สินตามฟ้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและให้ตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 32 วรรคสอง นั้น เป็นการโต้แย้งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของโจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 โฉนด แก่โจทก์ทั้งสอง ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองไม่สามารถพิสูจน์ต่อคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้ว่าทรัพย์สินตามฟ้องเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ทั้งสองได้มาไม่เกินไปกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจการอย่างอื่นโดยสุจริต จึงถือว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 58/2562 ที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ที่ 58/2562 แม้คำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ที่ 58/2562 เป็นไปโดยชอบ แต่การตรวจสอบทรัพย์สินของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่กระทำในนามของจำเลยเป็นการใช้อำนาจตรวจสอบของฝ่ายบริหาร หากผลการตรวจสอบกระทบถึงสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงเพราะทรัพย์สินนั้นมิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กรณีที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรา 29 เจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงยังมีสิทธิโต้แย้งในชั้นพิจารณาของศาลได้ ในกรณีที่ไม่อาจจับตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาดำเนินคดีได้ตามมาตรา 32 วรรคสอง และให้ทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดตามคำสั่งของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนโดยไม่ต้องมีขั้นตอนยื่นคำร้องต่อศาล สิทธิของเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงทั้งสองกรณีย่อมต้องได้รับการคุ้มครองไม่แตกต่างกัน จึงชอบที่โจทก์ทั้งสองจะใช้สิทธิทางศาล ที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโดยที่ยังมิได้วินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาท และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา มีเหตุอันสมควรให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 252 ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3885/2568 นางสาว อ. กับพวก โจทก์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาว อ. กับพวก · จำเลย - สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชาย อุดมศรีสำราญ · ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล · กำจัด พ่วงสวัสดิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายสมบัติ เชาวนพูนผล · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางสาวปทุมาวดี พิชชาโชติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.129/2567

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526ฎีกา 1218/2534ฎีกา 5280/2544ฎีกา 73-74/2506ฎีกา 2765/2548ฎีกา 2368/2523ฎีกา 1025/2487ฎีกา 1971/2494ฎีกา 789/2515ฎีกา 513/2546ฎีกา 7577/2538ฎีกา 1112/2535ฎีกา 1035/2519ฎีกา 1173/2497ฎีกา 1083/2536ฎีกา 768/2518ฎีกา 2498/2550ฎีกา 2126/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา