⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1694/2569

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1694/2569

ป.พ.พ. ม.1564, 1598 · ป.วิ.แพ่ง ม.142, 246, 252

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงเกี่ยวกับเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าการศึกษา และค่ารักษาพยาบาลบุตรทั้งสองนั้น แม้ ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์" ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดหน้าที่ของบิดามารดาต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษาแก่บุตรซึ่งยังเป็นผู้เยาว์เท่านั้น เมื่อการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเรื่องความตกลงของคู่สัญญาเกิดจากความสมัครใจของคู่สัญญาโดยที่มิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายบังคับว่าบิดามารดาจะให้การอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษาแก่บุตรซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วไม่ได้ ดังนั้น การที่โจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งมีข้อตกลงว่า "...ข้อ 2. จำเลยตกลงยินยอมชำระค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง คนละไม่ต่ำกว่าเดือนละ 35,000 บาท จนกว่าบุตรทั้งสองจะจบการศึกษาตามที่ระบุในข้อ 3. ... ข้อ 3. จำเลยจะเป็นผู้ชำระค่าการศึกษา ค่าเรียนพิเศษ ค่ากิจกรรม และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรทั้งสองจนจบการศึกษาชั้นปริญญาตรีหรือขั้นสูงสุดตามที่บุตรทั้งสองต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศตามความเป็นจริง ทั้งนี้จำเลยและบุตรทั้งสองต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกัน...ข้อ 4. จำเลยตกลงชำระค่ารักษาพยาบาล ค่าตรวจและดูแลสุขภาพ ของบุตรทั้งสองตามความเป็นจริง..." ข้อตกลงดังกล่าวถือว่าเป็นการยืดขยายหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างบิดามารดากับบุตรออกไปหลังบุตรบรรลุนิติภาวะ อันเป็นความปรารถนาดีของจำเลยผู้เป็นบิดาที่ให้การช่วยเหลือสนับสนุนบุตรทั้งสองของตนเอง จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมใช้บังคับได้ หลังจากโจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว โจทก์ยื่นคำร้อง ฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2563 อ้างว่าจำเลยไม่จ่ายเงินให้แก่บุตรทั้งสองตามที่ตกลงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ออกหมายเรียกจำเลยเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษายอมความต่อไป อันเป็นการยื่นคำร้องขอบังคับคดีแก่จำเลยเพราะเหตุจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ซึ่งจำเลยยื่นคำคัดค้าน ฉบับลงวันที่ 2 ธันวาคม 2563 ว่า จำเลยไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ยกคำร้อง ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องรวม 3 ฉบับ คือ คำร้องฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2564 วันที่ 21 ธันวาคม 2564 และวันที่ 9 มิถุนายน 2566 สรุปใจความสำคัญได้ว่า จำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าการศึกษาและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ให้แก่โจทก์และบุตรทั้งสองเป็นจำนวนมาก ปัจจุบัน พ. จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศถึง 2 สาขา และได้ทำงานในบริษัทด้านวิชาชีพทางกฎหมาย อันเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงและรายได้ที่แน่นอนแล้ว ส่วน ม. ก็จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ น่าจะประกอบอาชีพที่มีความมั่นคงและรายได้ที่แน่นอนเช่นเดียวกัน สำหรับจำเลยเกษียณอายุจากงานประจำแล้ว ไม่มีรายได้ที่แน่นอน ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยยุติการจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ และค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนับแต่วันที่ยื่นคำร้องเป็นต้นไป อันเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/39 โดยจำเลยขอยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับประเด็นตามคำร้องของโจทก์ว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จริงตามที่ปรากฏในสำนวนเกี่ยวกับคำร้องของจำเลย ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "สำเนาให้โจทก์ รอไว้สั่งวันนัด" และคำร้องของจำเลย ฉบับวันที่ 21 ธันวาคม 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "สำเนาให้โจทก์ สั่งในรายงาน" และปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2564 ว่า ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำร้องของจำเลยดังกล่าว โดยสอบถามคู่ความและมีการกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องของจำเลยในวันที่ 28 และ 29 มีนาคม 2565 ไว้ด้วย ส่วนคำร้องของจำเลย ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน 2566 แม้จำเลยจะยื่นคำร้องมาในระหว่างการไต่สวนพยานจำเลย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "รวม" เท่านั้น แต่เนื้อหาตามคำร้องของจำเลยมีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับคำร้องของจำเลย ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2564 และวันที่ 21 ธันวาคม 2564 จึงเป็นคำร้องที่จำเลยยื่นเข้ามาในประเด็นเดิมที่เคยขอให้ศาลวินิจฉัยว่ามีเหตุสมควรให้จำเลยยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ และโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องดังกล่าวแล้ว ดังนั้น ถือว่าศาลชั้นต้นได้มีการไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยตามคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับจนเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งโจทก์ก็ยื่นคำแก้ฎีกาทำนองเดียวกับฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับรวมไปกับการไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเฉพาะคำร้องของโจทก์เท่านั้น โดยไม่ได้มีคำสั่งคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับด้วยจึงเป็นการไม่ชอบ แต่ในส่วนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ย้อนสำนวนไปโดยไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับประเด็นว่าจำเลยปฏิบัติผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้นแล้ว จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นในส่วนนี้เป็นการมิชอบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 252 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนของโจทก์และจำเลยรับกันว่า จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเป็นค่าการศึกษาทุกเทอม ค่าหอพัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องบินไปกลับ และค่าซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษาทั้งหมดเพียงคนเดียว นอกจากนี้จำเลยยังชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองทุกเดือน เดือนละ 35,000 บาท อีกส่วนหนึ่งต่างหาก แสดงว่าจำเลยมีความรับผิดชอบปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3. เป็นอย่างดีมาโดยตลอด ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่โจทก์อ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาบุตรทั้งสอง เช่น ค่าทริปวันหยุดในการเดินทางไปเที่ยวดูเมืองต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายส่ง ม. เข้าหอพักที่มหาวิทยาลัย ค่าซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อไอโฟน 2 เครื่อง เป็นต้น ซึ่งจำเลยคัดค้านว่า ค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรทั้งสอง เห็นว่า ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางไปท่องเที่ยวในวันหยุดของบุตรทั้งสองเอง มิใช่ทางมหาวิทยาลัยจัดให้มีการทัศนศึกษา ส่วนค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อไอโฟน ก็ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการศึกษา ซึ่งจำเลยก็ได้ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตให้แก่บุตรทั้งสองใช้เป็นอุปกรณ์ในการศึกษาแล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายในการที่โจทก์และ พ. เดินทางไปส่ง ม. เข้ามหาวิทยาลัย ได้ความจากทางไต่สวนว่าจำเลยเป็นผู้ออกเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวทั้งหมดเองโดยโจทก์ยอมรับว่าจำเลยเป็นคนออกเงินค่าใช้จ่ายเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรทั้งสอง แม้จำเลยจะเคยชำระค่าใช้จ่ายในลักษณะดังกล่าวมาก่อนก็เป็นเพียงการชำระตามความสมัครใจของจำเลยในฐานะบิดาเป็นครั้งคราวซึ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้มีข้อตกลงให้จำเลยต้องชำระค่าใช้จ่ายที่จำเลยเคยชำระโดยปริยาย ทั้งตามข้อตกลงดังกล่าว มีข้อความระบุไว้ด้วยว่า ทั้งนี้จำเลยและบุตรทั้งสองต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกัน โดยให้บุตรทั้งสองแจ้งรายละเอียดให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้จากทางไต่สวนปรากฏว่า ค่าใช้จ่ายส่วนนี้บุตรทั้งสองได้มีการใช้จ่ายไปโดยที่จำเลยกับบุตรทั้งสองยังไม่ได้มีการเห็นชอบร่วมกัน แม้โจทก์กล่าวอ้างว่า บุตรทั้งสองไม่สามารถขอความเห็นชอบในค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากจำเลยได้ เนื่องจากจำเลยทอดทิ้งบุตรทั้งสองและปกปิดที่อยู่ของจำเลยไม่ให้บุตรทั้งสองทราบและไม่ยอมรับโทรศัพท์นั้น แต่ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนกลับได้ความว่า โจทก์และบุตรทั้งสองยังคงติดต่อกับจำเลยทางแอปพลิเคชันไลน์ได้ เมื่อโจทก์และบุตรทั้งสองขอเบิกค่าใช้จ่ายที่โจทก์และบุตรทั้งสองอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ปรากฏว่าจำเลยเพิกเฉยหรือปฏิเสธไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นกรณีที่ยังไม่มีการตกลงร่วมกัน จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว สำหรับที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงตามในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 4. ที่ระบุว่า จำเลยตกลงชำระค่ารักษาพยาบาล ค่าตรวจและดูแลสุขภาพของบุตรทั้งสองนั้น ข้อตกลงดังกล่าวมีเงื่อนไขว่า จำเลยตกลงชำระตามความเป็นจริงโดยจำเลยจะนำเงินเข้าบัญชีบุตรทั้งสองภายใน 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับต้นฉบับใบเสร็จรับเงินจากบุตรทั้งสอง อันแสดงให้เห็นถึงเจตนาของคู่สัญญาว่าจำเลยจะชำระตามที่มีหลักฐานเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจริง ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2562 จำเลยไม่ชำระค่าผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ยี่ห้อยูเซอรีน ให้แก่ พ. ตามรายการค่าใช้จ่ายที่ค้างชำระนั้น ตามทางไต่สวนของโจทก์ไม่ปรากฏว่า พ. ได้ส่งใบเสร็จรับเงินเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้แก่จำเลย แม้จำเลยจะเคยชำระค่าใช้จ่ายในลักษณะดังกล่าวโดยที่ไม่มีใบเสร็จรับเงิน ก็เป็นเพียงการชำระตามความสมัครใจของจำเลยในฐานะบิดาเป็นครั้งคราว โจทก์จะนำเหตุดังกล่าวมาอ้างเป็นข้อยกเว้นข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยต้องชำระโดยไม่มีหลักฐานหาได้ไม่ ทั้งตามทางไต่สวนของโจทก์ที่อ้างว่า พ. มีอาการเครียดจะมีอาการบวมและมีผื่นแดง แพทย์แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นประจำ แต่โจทก์มีเพียงใบรับรองแพทย์ ระบุว่า พ. มีอาการออกผื่นและอาการบวมเท่านั้น โดยไม่ปรากฏความเห็นของแพทย์ว่ามีความจำเป็นที่ พ. จะต้องใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวประจำ จึงยังไม่ได้ความชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นค่าดูแลสุขภาพของบุตรอย่างแท้จริง และที่โจทก์กล่าวอ้างว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2563 จำเลยค้างชำระ ค่าเครื่องทำความสะอาดผิวหน้าของ ม. นั้น แม้โจทก์จะมีใบเสร็จในการชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวก็ตาม แต่ตามทางไต่สวนของโจทก์ ก็ได้ความเพียงว่าเครื่องดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการรักษาสิวและผิวหน้าซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อยาและพบแพทย์ผิวหนังเท่านั้น จึงยังไม่ได้ความชัดเจนว่าเป็นค่าดูแลสุขภาพของ ม. สำหรับที่โจทก์อ้างว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2563 จำเลยไม่ได้ชำระค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล น. เป็นเงิน 4,750 บาท ให้แก่ พ. นั้น โจทก์มีหลักฐานการแจ้งค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้แก่จำเลยพร้อมสำเนาใบเสร็จมาแสดง ส่วนจำเลยอ้างเพียงว่า ไม่เคยค้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว แต่จำเลยกลับเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยจำไม่ได้ว่าชำระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ให้แก่ พ. แล้วหรือไม่ เมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานมาแสดงว่าได้มีการชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปแล้ว กรณีจึงฟังได้ว่าจำเลยยังไม่ได้ชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวแก่โจทก์ ถือว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาในส่วนนี้ นอกจากนี้โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาตามคำร้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ฉบับลงวันที่ 8 มกราคม 2564 และคำร้องขอนำส่งเอกสารเพิ่มเติม ฉบับลงวันที่ 13 มิถุนายน 2566 นั้น ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำร้องของโจทก์ดังกล่าวซึ่งโจทก์ก็มิได้โต้แย้งเกี่ยวกับการที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งตามคำร้องของโจทก์ไว้เลย ต้องถือว่าโจทก์มิได้มีคำร้องขอให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เมื่อพิจารณาคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยและคำสั่งเฉพาะแต่คำร้องขอของโจทก์เท่านั้น โดยศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยและมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับที่ขอให้จำเลยยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ถือว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณามิชอบ แต่เนื่องจากประเด็นดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับประเด็นตามคำร้องของโจทก์ ประกอบกับได้ความจากฎีกาของจำเลยและคำแก้ฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นได้ทำการไต่สวนพยานตามคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน เห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/39 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อผู้มีส่วนได้เสียแสดงว่าพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่กรณีได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลจะสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยให้เพิกถอน ลด เพิ่ม หรือกลับให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกก็ได้ ตามบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงอาจจะเกิดขึ้นได้ 4 ประการ คือ เพิ่มขึ้น ลดลง ไม่ให้อีกต่อไป หรือเคยไม่ให้แต่กลับมาให้ใหม่ โดยขึ้นกับพฤติการณ์ รายได้ ตลอดจนฐานะความเป็นอยู่ของทั้งสองฝ่าย และไม่ว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูจะได้กำหนดโดยคำพิพากษา ข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความก็ตาม ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงในภายหลังได้เสมอ ดังนั้น แม้สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยจะกระทำขึ้นโดยชอบด้วยความสมัครใจของคู่กรณี หากต่อมาพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของจำเลยได้เปลี่ยนแปลงไป จำเลยก็ชอบที่จะร้องขอให้เปลี่ยนแปลงได้ แสดงว่าการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูมีลักษณะเป็นการชั่วคราวจึงอาจเปลี่ยนแปลงได้ หากมีข้อเท็จจริงตามที่กฎหมายระบุไว้เกิดขึ้น ประกอบกับมาตรา 1598/38 บัญญัติว่า ...ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณีด้วย เช่นนี้ เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย ข้อ 1. มีข้อความว่า "จำเลยตกลงยินยอมชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นเงินเดือนละ 50,000 บาท ...จนกว่า ม. จบการศึกษาระดับปริญญาตรี" และข้อ 2. มีข้อความว่า "จำเลยตกลงยินยอมชำระค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละไม่ต่ำกว่าเดือนละ 35,000 บาท...จนกว่าบุตรทั้งสองจะจบการศึกษาตามที่ระบุในข้อ 3. ..." และข้อ 3. มีข้อความว่า "จำเลยจะเป็นผู้ชำระค่าการศึกษา ค่าเรียนพิเศษ ค่ากิจกรรม และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรทั้งสองจนจบการศึกษาชั้นปริญญาตรีหรือขั้นสูงสุดตามที่บุตรทั้งสองต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศตามความเป็นจริง..." เห็นได้ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกำหนดให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูของบุตรทั้งสองมีสองกรณี กล่าวคือ กรณีแรกเมื่อบุตรทั้งสองศึกษาจบปริญญาตรี กรณีที่สองเมื่อบุตรทั้งสองศึกษาจบขั้นสูงสุด โดยใช้คำว่า "หรือ" ซึ่งหมายความถึงกรณีหนึ่งกรณีใดก็ได้ที่มาถึงก่อน ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 4. และข้อ 5. ก็เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการอุปการะเลี้ยงดูบุตร ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาเดียวกับสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2. และข้อ 3. ซึ่งต้องอยู่ในเงื่อนไขหลักเกณฑ์การหลุดพ้นความรับผิดเช่นเดียวกันกับที่กล่าวมาข้างต้น ได้ความจากคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับว่าจำเลยประสงค์จะยุติชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นตั้งแต่จำเลยยื่นคำร้อง ฉบับลงวันที่ 9 มิถุนายน 2566 ถือว่าจำเลยมีความประสงค์จะชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแตกต่างไปจากเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ อันเป็นประโยชน์แก่บุตรทั้งสองและโจทก์ย่อมกระทำได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า พ. บุตรคนที่ 1 มีอายุครบ 25 ปี ทั้งประกอบอาชีพการงานแล้ว จึงเห็นควรให้จำเลยยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าการศึกษา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของ พ. ส่วน ม. บุตรคนที่ 2 ปรากฏว่าในวันที่จำเลยยื่นคำร้องฉบับที่สาม ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2566 ม. จบการศึกษาปริญญาตรีจึงเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งจำเลยมีสิทธิยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าการศึกษา และค่าใช้จ่ายอื่นของ ม. ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1. ระบุให้จำเลยรับผิดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์จนกว่า ม. จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า ขณะจำเลยยื่นคำร้องฉบับที่สาม ม. ก็จบการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว จึงเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยจึงหลุดพ้นความรับผิดไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายอื่นให้แก่โจทก์อีกต่อไป

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.252 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1564 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1598 พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม.6

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.252 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1564 →

รายละเอียดคดี

คู่ความนาง ณ. โจทก์

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 272/2490ฎีกา 3231/2557ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1079/2497ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 377/2500ฎีกา 2610/2538ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559ฎีกา 3827/2542ฎีกา 759/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · ศาลฎีกา