คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1169/2487
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* ผู้รับมรดกที่ร่วมกันปกครองที่ดินมรดก ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ผู้รับมรดกคนหนึ่งได้กระทำการโดยไม่สุจริต โอนที่ดินมรดกให้แก่บุคคลภายนอกได้
* การที่จำเลยไม่ให้การรับหรือปฏิเสธข้อที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ให้ถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงตามฟ้อง และศาลสามารถวินิจฉัยชี้ขาดตามข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างได้
ย่อคำพิพากษา
ผู้รับมฤดกปกครองที่ดินมฤดกร่วมกันมา ผู้รับมฤดกคนหนึ่งโอนที่ดินมฤดกให้แก่บุตรของตนโดยไม่สุจริต ผู้รับมฤดกอื่นฟ้องขอเพิกถอนได้ตามมาตรา 1300,และ 1359
เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การรับหรือปฏิเสธข้อที่โจทก์กล่าวในฟ้องก็ต้องถือว่าจำเลยรับและศาลฟังตามฟ้องได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ข้อเท็จจริงได้ความว่าอสังหาริมทรัพย์รายพิพาทมีราคาหมื่นบาท เป็นทรัพย์ระหว่างนางเลื่อนกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน โจทก์ที่ ๒ ที่ ๓ เป็นบุตรนางเลื่อน นางเลื่อนตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม์ โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ กับจำเลยที่ ๑ ปกครองมฤดกร่วมกันมา ต่อมาจำเลยที่ ๑ โอนทรัพย์พิพาทนั้นให้แก่จำเลย ที่ ๒ ซึ่งเป็นบุตรภรรยาน้อย โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการโอน
ศาลแพ่งพิพากษาให้เพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยทั้งสอง
จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยรับโอนทรัพย์รายพิพาทจากจำเลยที่ ๑ โดยไม่สุจริต โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนการโอนได้ตามมาตรา ๒๓๗ และ ๑๓๐๐ ประมวลแพ่ง ฯ จำเลยที่ ๒ จะอ้างสิทธิตามมาตรา ๑๒๙๙ ไม่ได้ จึงพิพากษายืน
จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้พิพาทกันเรื่องนิติกรรมเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ฎีกาข้อเท็จจริงไม่ได้ จึงวินิจฉัยฉะเพาะข้อกฎหมายดังนี้ (๑) จำเลยว่าศาลอุทธรณ์ฟังว่านางเลื่อนมีสินเดิม เพราะจำเลยไม่ได้ต่อสู้ว่านางเลื่อนไม่มีสินเดิมนั้นคลาดเคลื่อน ศาลฎีกาเห็นว่าตามวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ จำเลยต้องให้การว่ารับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ เมื่อจำเลยไม่ให้การต่อสู้ไว้ก็ต้องถือว่าจำเลยยอมรับตามมาตรา ๘๔ โจทก์ไม่ต้องนำสืบ (๒) ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยจะอ้าง ม.๑๒๙๙ วรรค ๒ ไม่ได้เพราะศาลล่างฟังมาแล้วว่ารับโอนโดยไม่สุจริต (๓) จำเลยว่าศาลจะอ้างม.๑๓๐๐ มาเพิกถอนการโอนไม่ได้ ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ ๑ โอนทรัพย์ที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของร่วมกันให้แก่จำเลยที่ ๒ ทั้งหมดตาม ม.๑๓๕๙ โจทก์จึงให้สิทธิฟ้องจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นคนภายนอกเพื่อบังคับครอบถึงทรัพย์ทั้งหมดได้ แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกคืน จึงไม่ต้องคำนึงว่า โจทก์มีส่วนเท่าไร (๔) จำเลยว่าศาลให้เพิกถอนการโอนตามมาตรา ๒๓๗ คลาดเคลื่อน ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ต้องวินิจฉัย เพราะเพิกถอนได้ตามมาตรา ๑๓๐๐ อยู่แล้ว จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1169/2487
พนักงานอัยยการกรมอัยการเพื่อประโยชน์ของ น.ส.อนงค์ บุนนาค กับนาย
ประสิทธิ์ บุนนาค แล โดยส่วนตัวของ น.ส.อนงค์ บุนนาค โจทก์
นายประสิทธิ บุนนาค จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | กับนาย - พนักงานอัยยการกรมอัยการเพื่อประโยชน์ของ น.ส.อนงค์ บุนนาค · โจทก์ - ประสิทธิ์ บุนนาค แล โดยส่วนตัวของ น.ส.อนงค์ บุนนาค · จำเลย - นายประสิทธิ บุนนาค |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มนูภันย์วิมลสาร · ทิพปัญญา · ธรรมบัณฑิต. |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - ชวน สิงหลกะ · ศาลอุทธรณ์ - เธียร ธีระเนตร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา