คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 530/2488
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บิดามารดาฝ่ายชายทำสัญญาว่าขอยกสินสอดและทองหมั้นให้แก่ฝ่ายหญิงโดยเด็ดขาด และระบุว่าหากภายหลังหย่าร้างกันจะไม่เรียกคืนสินสอดและทองหมั้นนั้น ถือเป็นการแสดงเจตนาที่ชัดเจนว่าสินสอดและทองหมั้นตกเป็นสิทธิขาดของฝ่ายหญิงแล้ว แม้ภายหลังจะไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็ตาม ฝ่ายชายก็ไม่สามารถเรียกคืนสินสอดและทองหมั้นดังกล่าวได้อีกต่อไป
ย่อคำพิพากษา
บิดามารดาชายทำสัญญาว่าขอยกสินสอดแลทองหมั้นให้แก่หญิงสิทธิขาด ตั้งแต่วันทำสัญญานั้น ต่อไปจะหย่าร้างกับชายก็ไม่เรียกคืน ครั้นวันแต่งงานชายสินสอดแลทองหมั้นไปให้แก่ฝ่ายหญิงดังนี้ แม้ภายหลังหญิงชายไม่จดทะเบียนสมรส ชายก็เรียกคืนไม่ได้การที่ชายอยู่ในเวลาทำสัญญาแล้วนำสินสอดแลทองหมั้นไปดังนั้น ย่อมปิดปากมิให้ชายเถียงว่าสินสอดแลทองหมั้นเป็นของตน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นบิดามารดานางพวง โจทก์ได้แต่งงานกับนางพวง โดยจำเลยสัญญาว่าแต่งงานแล้วจะนำนางพวงไปจดทะเบียนสมรส ต่อมาจำเลยเอานางพวงไปจากโจทก์และไม่สามารถนำไปจดทะเบียนสมรส โจทก์ฟ้องขอเรียกเงินค่าสินสอด ๔๐ บาท ทองหมั้นทองหนัก ๔ บาท กับค่าขนขันหมากผ้าและสิ่งของไหว้ผีรวมเป็นเงิน ๑๖๘๐ บาท คืน
จำเลยให้การว่า เงินและทองหมั้นหนัก ๔ บาทเป็นของบิดามารดาโจทก์ทำหนังสือยกให้นางพวงแล้ว ของอย่างอื่นโจทก์ทำเพื่อประโยชน์ของโจทก์ จำเลยไม่ต้อรับผิด และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะสินสอดทองหมั้นไม่ใช่ของโจทก์
ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่า บิดามารดาโจทก์ได้ทำสัญญาให้ไว้แก่นางพวงความว่า "การที่บิดามารดาโจทก์ให้โจทก์ทำการสมรสกับนางพวง สินสอด ๔๐ บาท ทองหมั้น ๔ บาทกับเรือน ๑ หลังนั้น บิดามารดาโจทก์ยกให้แก่นางพวงแต่วันทำสัญญานี้ ต่อไปโจทก์กับนางพวงจะทิ้งขว้างร้างหย่ากันก็ตามใจบิดามารดาโจทก์จะไม่เรียกคืน" และในวันแต่งงานโจทก์ได้นำเงินและทองไปให้จำเลยแล้ว ต้องนับว่าสัญญาที่บิดามารดาโจทก์ทำยกทรัพย์ให้นางพวงเป็นอันสมบูรณืแล้ว ถึงแม้ทรัพย์นั้นจะเป็นของโจทก์บิดามารดาโจทก์ก็เป็นผู้ทำแทน กาที่ยังไม่ได้จดทะเบียนไม่ใช่ความผิดของจำเลย พิพากษายืนยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ๑. ศาลอุทธรณ์ไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นชี้ขาดข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาใหม่ เพราะศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยอาศัยสัญญายกให้ซึ่งไม่มีฝ่ายใดคัดค้าน ๒. ถึงแม้สัญญายกให้ไม่มีวันเดือน ปี ก็ไม่ทำให้สัญญาเสียถึงใช้ไม่ได้ ๓. สัญญาที่บิดามารดาโจทก์ทำยกทรัพย์ให้แก่นางพวงเป็นสัญญายกทรัพย์ให้โดยเด็ดขาด ถึงแม้การทำพิธีแต่งงานจะไม่เป็นการสมรสกันตามกฎหมายเพราะไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็ตาม ๔. ถึงแม้ทรัพย์ที่บิดามารดาโจทก์ยกให้แก่นางพวงจะเป็นทรัพย์ของโจทก์ก็ตาม แต่ขณะทำสัญญายกให้โจทก์ก็อยู่รู้เห็นเป็นการปิดปากโจทก์ไม่ให้เถียงว่าเป็นทรัพย์สินของโจทก์ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 530/2488
นายสง่า โจทก์
นายเพิ่ม นางนาก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสง่า · จำเลย - นายเพิ่ม นางนาก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อิศรภักดีธรรมวิเทต · เลขวณิชธรรมวิทักษ์ · จำรูญเนติศาสตร์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - นายจอง วิชัยยะ · ศาลอุทธรณ์ - พระนนทประชา |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา