⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 908/2490

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 908/2490

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ไปรับเงินจากผู้ต้องหามาเป็นอาณาประโยชน์ของจำเลยทั้งสอง แม้ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าพนักงาน แต่การกระทำนั้นถือเป็นการสมรู้ร่วมคิดกับเจ้าพนักงานในการกระทำความผิด จึงลงโทษฐานสมรู้ได้ โดยไม่ถือว่าข้อเท็จจริงแตกต่างจากฟ้อง

ย่อคำพิพากษา

ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานสอบสวน จำเลยที่ 2 เป็นตำรวจ ประจำกอง 2 ตำรวจสันติบาลสมคบกันทำผิดกฎหมาย โดยจำเลยที่ 1 เรียกเงินเป็นสินน้ำใจจากผู้ต้องหา ในการที่อุปการะแก่การที่จำเลยที่ 1 ให้คุณแก่ผู้ต้องหาตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ไปรับเงินมาจากผู้ต้องหา มาเป็นอาณาประโยชน์ของจำเลยทั้ง 2 ดังนี้ แม้ศาลจะวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนและถือว่า อยู่ในฐานะเสมือนราษฎร ทำผิดร่วมกับเจ้าพนักงาน ควรมีผิดเพียงฐานสมรู้เท่านั้นก็ดี ศาลก็ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานสมรู้ได้ ไม่เรียกว่า ข้อเท็จจริงต่างกับฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายลักษณะอาญา ม.65 กฎหมายลักษณะอาญา ม.137 กฎหมายลักษณะอาญา ม.138 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ รับราชการเป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจสำราณราษฎร์ จำเลยที่ ๒ รับราชการเป็นพนักงานตำรวจประจำกอง ๒ ตำรวจสันติบาล ได้บังอาจสมคบกันทำผิดกฎหมาย กล่าวคือ จำเลยที่ ๑ ได้บังอาจเรียกเอาเงิน ๓๕๐ บาท จากนายณรงค์ ผู้ต้องหา ฐานทำร้ายร่างกายนายโอวกี่ โดยจำเลยที่ ๑ จะช่วยทำคดีซึ่งต้องหานั้นเสร็จเรียบร้อยชั้นสถานีตำรวจไม่มีเรื่องต่อไป และนัดหมายให้จำเลยที่ ๒ ไปรับเงิน แล้วจำเลยที่ ๒ ได้ไปรับเงินจากนายณรงค์เป็นอาณาประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสองเสีย ขอให้ลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๑๓๗ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ ทำผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นตำรวจสันติบาล ไม่ใช่เจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวน จึงอยู่ในฐานะเสมือนราษฎรทำผิดร่วมกับเจ้าพนักงาน จึงเป็นผิดฐานสมรู้ จึงพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๑๓๗ ลงโทษจำเลยที่ ๒ ตามมาตรา ๑๓๗, ๖๕ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลยฎีกา, ศาลฎีกาเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ใช่เจ้าพนักงานในตำแหน่งหน้าที่ ข้อเท็จจริงจึงต่างกับฟ้องนั้น ฟังไม่ได้ เพราะโจทก์กล่าวในฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ รับราชการเป็นพนักงานตำรวจประจำกอง ๒ ตำรวจสันติบาล และข้อเท็จจริงก็ตรงดั่งฟ้อง ฎีกาข้ออื่นฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 908/2490 พนักงานอัยยการกรมอัยยการ โจทก์ จ.ส.ต.สำลี ค้ำชู ที่ 1 ส.ต.อ.สมาน สุวรรณเวก ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยยการกรมอัยยการ · จำเลย - จ.ส.ต.สำลี ค้ำชู ที่ 1 ส.ต.อ.สมาน สุวรรณเวก ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประมูล สุวรรณศร · เลขวณิชธรรมวิทักษ์ · มนูภันย์วิมลสาร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายเสถียร ลิมปิยเสถียร · ศาลอุทธรณ์ - พระพิบูลย์ไอสวรรย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 759/2496ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 119/2517ฎีกา 620/2490ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 2108/2536ฎีกา 5723-5724/2531ฎีกา 831/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา