⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7083/2538

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7083/2538

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่วัตถุออกฤทธิ์มีส่วนผสมไม่ตรงกับที่ระบุไว้ที่ฉลาก ถือเป็นวัตถุออกฤทธิ์ปลอมตามกฎหมาย แต่หากจำเลยไม่ทราบว่าวัตถุนั้นเป็นวัตถุออกฤทธิ์ปลอม ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ปลอมไว้ในครอบครองได้ หากโจทก์ฟ้องเพียงฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ประเภทหนึ่งไว้ในครอบครองเพื่อขายเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

จำเลยมียาไว้ในครอบครองเพื่อขายที่กล่องบรรจุ ระบุว่ามีส่วนผสมของเฟเนทิลลีนซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท2แต่ที่จริงมีสารเพโมลีน ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท2แต่ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ.2518มาตรา37กำหนดให้วัตถุที่ออกฤทธิ์ที่แสดงชื่อว่าเป็นวัตถุออกฤทธิ์อื่นเป็นวัตถุออกฤทธิ์ปลอมเมื่อกล่องบรรจุยาระบุว่ามีส่วนผสมของสารเฟเนทิลลีน กลับมีสารเพโมลีนผสมอยู่ไม่ตรงกับชื่อวัตถุออกฤทธิ์ที่ระบุไว้ที่กล่องบรรจุยาจึงถือได้ว่าเป็นวัตถุออกฤทธิ์ปลอมแต่จำเลยไม่ทราบว่าเป็นวัตถุออกฤทธิ์ปลอมจึงเป็นความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ปลอมไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นวัตถุออกฤทธิ์ปลอมตามมาตรา36(1,98วรรคสามประกอบมาตรา4 โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยมีเพโมลีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท2ไว้ในครอบครองเพื่อขายแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ประเภท2ไว้ในครอบครองเพื่อขายเท่านั้นโจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ปลอมไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นวัตถุออกฤทธิ์ปลอมตามที่พิจารณาได้ความจึงลงโทษจำเลยไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา192วรรคสี่ จำเลยมียาไว้ในครอบครองเพื่อขายที่กล่องบรรจุยาระบุว่ามีส่วนผสมของเฟเนทิลลีน ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท2แต่ที่จริงมีสารอีเฟดรีนและสารธีโอฟิลลีนผสมอยู่แต่สารธีโอฟิลลีนเป็นตัวยาไม่ใช่วัตถุออกฤทธิ์ส่วนสารอีเฟดรีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ได้ต่อเมื่อไม่ได้ผสมกับตัวยาชนิดอื่นเมื่อสารอีเฟดรีนผสมกับตัวยาชนิดอื่นแล้วจะไม่เป็นวัตถุออกฤทธิ์แต่จะมีสภาพเป็นยาซึ่งนอกเหนือการควบคุมตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ.2518และตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่51(พ.ศ.2531)ข้อ4(5)แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่71(พ.ศ.2534)ระบุว่าอีเฟดรีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท3เฉพาะวัตถุตำรับเดียวเมื่อยาดังกล่าวมีสารอีเฟดรีนและสารธีโอฟิลลีนผสมอยู่จึงเป็นยาเท่านั้นไม่ใช่วัตถุออกฤทธิ์ปลอมการที่จำเลยมีไว้เพื่อขายจึงไม่เป็นความผิด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2518 ม.4 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2518 ม.6 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2518 ม.13 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2518 ม.36 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2518 ม.37 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2518 ม.62 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2518 ม.98

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2534 เวลากลางวันจำเลยมีเพโมลีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 และตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 50 (พ.ศ. 2531) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 58 (พ.ศ.2532) ผสมเป็นเม็ดยา จำนวน 2,280 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อขาย และจำเลยมีวัตถุออกฤทธิ์ปลอมโดยมีอีเฟดรีนและธีโอฟิลลินผสมทำเทียมแสดงว่าเป็นเฟเนทิลลีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 และตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวแล้วจำนวน 10,440 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อขาย โดยมิได้รับอนุญาต เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 4, 6, 13, 36, 37, 62, 89, 98, 106, 116 ริบของกลางให้กระทรวงสาธารณสุข จำเลยให้การปฎิเสธ แต่รับว่ามีวัตถุออกฤทธิ์ตามฟ้องไว้ในครอบครองจริง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง,36, 37, 89, 98 วรรคสาม พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 มาตรา 9, 13 การกระทำเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 บทหนักตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (ฉบับที่ 3)พ.ศ. 2535 มาตรา 9, 13 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลย จำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและรับว่ามีไว้ในครอบครองในชั้นพิจารณา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 6 ปีริบของกลางให้กระทรวงสาธารณสุขข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลย อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลย ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้มียาแค๊ปตากอนของกลาง 636 กล่องจำนวน 12,720 เม็ด ไว้ในครอบครอง ที่กล่องบรรจุยาของกลางระบุว่ามีส่วนผสมของเฟเนทิลลีนซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท 2 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 51(พ.ศ. 2531) ข้อ 3(3) ยาของกลางจำนวน 2,280 เม็ด ตรวจวิเคราะห์แล้วพบสารเพโมลีน ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท 2 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 58 (พ.ศ. 2532)ยาของกลางนอกจากนั้นตรวจวิเคราะห์แล้วพบสารอีเฟดรีนและธีโอฟิลลีนผสมอยู่ จำเลยไม่ทราบว่ายาของกลางเป็นวัตถุออกฤทธิ์ปลอม ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าจำเลยได้กระทำผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจโทสำรวย นวลโสภา พนักงานสอบสวนเบิกความว่าครั้งแรกพยานได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยว่ามีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท 2 ไว้เพื่อขาย จำเลยให้การรับสารภาพว่าเมื่อปี 2531 จำเลยเป็นพนักงานขายส่งให้แก่ร้านค้าทั่วไปวันหนึ่งได้มีชาวต่างประเทศผู้หนึ่งแจ้งว่าต้องการยาแค๊ปตากอนจำนวนหนึ่งและได้มอบเงินจำนวน 5,000 บาท ให้แก่จำเลยเป็นค่าซื้อยาดังกล่าว ขณะนั้นจำเลยทราบว่ายาดังกล่าวไม่สามารถหาซื้อได้เพราะห้ามขาย จำเลยจึงไปติดต่อกับพนักงานขายยาด้วยกันให้นำยามาขายให้ในราคากล่องละ 60 บาท เพื่อนำไปขายต่อแก่ชาวต่างประเทศในราคากล่องละ 150 บาท เมื่อจำเลยรวบรวมยาของกลางได้จำนวน 636 กล่อง จำเลยจึงนำยาของกลางมาเก็บไว้ที่บ้านโดยจะนำไปขายให้แก่ชาวต่างประเทศที่ติดต่อไว้ถ้าหากกลับมาในประเทศไทย ต่อมาพยานได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่า มีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทปลอมไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำเลยก็ให้การรับสารภาพโดยโจทก์มีบันทึกคำให้การผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.10และบันทึกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมเอกสารหมาย จ.9 เป็นพยานสนับสนุนร้อยตำรวจโทสำรวยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลย น่าเชื่อว่าเบิกความตามความจริงจำเลยเองก็นำสืบว่า จะนำยาของกลางไปขายแก่ชาวต่างประเทศแต่ชาวต่างประเทศกลับไปแล้ว จะกลับมาประเทศไทยอีกใน 3 เดือนข้างหน้า จำเลยจึงเก็บยาของกลางไว้ที่บ้านเพื่อที่จะส่งมอบให้ชาวต่างประเทศดังกล่าว พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยมียาของกลางไว้ในครอบครองเพื่อขาย แต่ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 37 บัญญัติว่า วัตถุออกฤทธิ์หรือสิ่งต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นวัตถุออกฤทธิ์ปลอม (2) วัตถุออกฤทธิ์ที่แสดงชื่อว่าเป็นวัตถุออกฤทธิ์อื่น เมื่อกล่องยาของกลางระบุว่า มีส่วนผสมของสารเฟเนทิลีน แต่เมื่อตรวจวิเคราะห์แล้วปรากฎว่ายาจำนวน 2,280 เม็ดมีสารเพโมลีนซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท2 ผสมอยู่ แต่ก็ไม่ตรงกับชื่อวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทที่ระบุไว้ที่กล่องบรรจุยาของกลาง ยาของกลางจำนวนนี้ถือได้ว่าเป็นวัตถุออกฤทธิ์ที่แสดงชื่อเป็นวัตถุออกฤทธิ์อื่นตามบทกฎหมายดังกล่าวเป็นวัตถุออกฤทธิ์ปลอมเมื่อจำเลยไม่ทราบว่ายาของกลางจำนวนนี้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ปลอม การกระทำของจำเลยเกี่ยวกับยาของกลางจำนวนนี้ จึงเป็นความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ปลอมไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นวัตถุออกฤทธิ์ปลอมตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 36(1), 98 วรรคสองประกอบมาตรา 4 แต่ตามคำฟ้องของโจทก์นั้นโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยมีเพโมลีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย แสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขายเท่านั้น โจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ปลอมไว้ครอบครองเพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นวัตถุออกฤทธิ์ปลอมตามที่พิจารณาได้ความแต่อย่างใดจึงลงโทษจำเลยไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ส่วนยาของกลางนอกนั้นที่ตรวจวิเคราะห์พบสารอีเฟดรีนและสารธีโอฟีลลีนผสมอยู่นั้น ได้ความจากนางพูนทรัพย์ โกสินทร์พยานโจทก์ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ผู้ตรวจวิเคราะห์ยาของกลางว่า สารธีโอฟิลลีนเป็นตัวยาไม่ใช่วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทสารอีเฟดรีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทได้ต่อเมื่อไม่ได้ผสมกับตัวยาชนิดอื่น เมื่อสารอีเฟดรีนผสมกับตัวยาชนิดอื่นแล้วจะไม่เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทแต่จะมีสภาพเป็นยาซึ่งนอกเหนือการควบคุมตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 และตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 50 (พ.ศ. 2531) ข้อ 4(5) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 70 (พ.ศ. 2534) ระบุว่า อีเฟดรีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 3 เฉพาะวัตถุตำรับเดียวซึ่งนางพูนทรัพย์ก็เบิกความว่า อีเฟดรีน เฉพาะวัตถุตำรับเดียว หมายความว่า ยานั้นจะมีเฉพาะอีเฟดรีนเป็นตัวยาเพียงสารเดียวเมื่อปรากฎว่ายาของกลางส่วนนี้มีสารอีเฟดรีนและสารธีโอฟิลลีนผสมอยู่จึงเป็นยาเท่านั้นไม่ใช่วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท การที่จำเลยมียาของกลางส่วนนี้ไว้เพื่อขายจึงไม่เป็นความผิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ยาแค๊ปตากอนของกลางที่ไม่เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7083/2538 อัยการสำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย ปรีชา บัวศรี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการสำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นาย ปรีชา บัวศรี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปรีชา บูรณะไทย · บุญธรรม อยู่พุก · ณรงค์ ตันติเตมิท
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 980/2484ฎีกา 10786/2557ฎีกา 1146/2502ฎีกา 721-722/2491ฎีกา 270/2488ฎีกา 3729/2543ฎีกา 9474/2552ฎีกา 216/2479ฎีกา 1267/2479ฎีกา 2093/2529ฎีกา 212/2487ฎีกา 1727/2498ฎีกา 1716/2524ฎีกา 80/2487ฎีกา 9559/2552ฎีกา 1450/2529ฎีกา 5211/2540ฎีกา 1842/2500ฎีกา 7520/2555ฎีกา 917/2520ฎีกา 6471/2537ฎีกา 3889/2551ฎีกา 357-358/2535ฎีกา 988/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา