คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 507/2492
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลได้เข้าถือเอาทรัพย์สินของผู้อื่นโดยความยินยอมของเจ้าของเดิมเพื่อกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่เจ้าของเดิมนั้น หากจะอ้างว่าตนได้สิทธิครอบครองปรปักษ์ จำเป็นต้องมีการแสดงเจตนาเปลี่ยนแปลงลักษณะแห่งการยึดถือที่ชัดแจ้งต่อเจ้าของเดิม หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้เจ้าของเดิมทราบถึงการเปลี่ยนแปลงนั้น.
ย่อคำพิพากษา
ข้อเท็จจริงได้ความว่า บิดาโจทก์ได้มอบที่พิพาท ซึ่งเป็นที่มือเปล่าให้จำเลยทำต่างดอกเบี้ย บิดาโจทก์ตายแล้วนางแย้มขายที่พิพาทให้จำเลย จำเลยครอบครองอย่างเป็นเจ้าของมา 4 ปี โจทก์ยังเถียงอยู่ว่า นางแย้มไม่ใช่ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดาโจทก์ และยังเถียงอยู่ว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์มาแต่เดิม ได้ความเพียงนี้ยังไม่เพียงพอที่จะชี้ว่าจำเลยได้สิทธิครอบครอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกคืน
บิดาโจทก์มอบให้จำเลยยึดถือที่นาทำต่างดอกเบี้ย จำเลยจะเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือได้ก็แต่โดยมีกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 1381 ป.ม.แพ่ง ฯ.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ คู่ความรับกันว่า ที่พิพาทเป็นที่นามือเปล่า บิดาโจทก์มอบให้จำเลยทำต่างดอกเบี้ยเงินกู้ เมื่อบิดาโจทก์ตายแล้ว นางแย้มได้ทำสัญญาขายที่นาพิพาทให้จำเลย ทำสัญญากันที่อำเภอ คือสัญญาหมาย จ.๑, จ.๒ จำเลยได้ครอบครองหลังจากทำสัญญาซื้อขายมาแล้วเป็นเวลา ๔ ปี
โจทก์ฟ้องว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ นางแย้มไม่ใช่ภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาโจทก์ ไม่มีสิทธิเอาที่พิพาทไปขายให้จำเลย ทั้งจำเลยก็ทราบว่าที่เป็นของโจทก์ จึงขอให้พิพากษาทำลายสัญญาซื้อขายนั้นเสีย.
จำเลยที่ ๑ , ที่ ๒ ให้การว่า บิดาโจทก์ได้มอบที่พิพาทให้จำเลยทำต่างดอกเบี้ย เมื่อบิดาโจทก์ตายแล้ว นางแย้มโอนขายให้จำเลย ๆ รับซื้อไว้โดยสุจริต และใช้สิทธิครอบครองอย่างเป็นเจ้าของมา ๔ ปีแล้ว และจำเลยได้ขอให้ศาลเรียกนางแย้มเข้ามาเป็นจำเลยร่วมด้วย
ศาลชั้นต้นงดสืบพะยาน โดยวินิจฉัยว่าตามข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นเห็นว่า จำเลยได้ครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ นับจากวันซื้อขายมาจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๔ ปีแล้ว จึงได้สิทธิครอบครอง โจทก์จะฟ้องเรียกคืน เมื่อพ้น ๑ ปีแล้วไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ถ้าที่รายนี้เป็นของบิดาโจทก์ เมื่อบิดาโจทก์ตายย่อมตกทอดไปยังทายาท โจทก์เถียงว่านางแย้มไม่ใช่ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าเป็นจริงนางแย้มก็ไม่มีส่วนได้รับมฤดก แต่ความจริงจะเป็นอย่างไรยังไม่ได้สืบพะยาน ส่วนข้อที่ว่าจำเลยครอบครองอย่างเป็นเจ้าของมา ๔ ปีนั้น เห็นว่าคู่ความรับกันว่า เดิมบิดาโจทก์มอบที่ให้จำเลยทำต่างดอกเบี้ย จำเลยจึงเป็นผู้ยึดถือในฐานะแทนบิดาโจทก์ จำเลยจะเปลี่ยนฐานะการยึดถือได้ ก็โดยมีกรณีอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังระบุไว้ในมาตรา ๑๓๘๑ อนึ่งที่ดินเป็นของใครมาแต่เดิม นางแย้มเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดาโจทก์หรือไม่ ยังเป็นข้อเท็จจริงที่โต้เถียงกันอยู่
จึงพิพากษายกคำพิพากษศาลล่าง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 507/2492
นายกลับ ธรรมเพ็ชร์ โจทก์
นายเหมีย ชูเกลี้ยง ที่ 1 , นายหีด ที่ 2, นางแย้ม ที่ 3 ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายกลับ ธรรมเพ็ชร์ · ล. - นายเหมีย ชูเกลี้ยง ที่ 1 , นายหีด ที่ 2, นางแย้ม ที่ 3 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประวัติ ปัตตพงศ์ · ปรีชาวินิจฉัย · ศิลปสิทธิวินิจฉัย |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดพัทลุง - หลวงประจักษ์ศุภอรรถ · ศาลอุทธรณ์ - หลวงปริพนธ์พจน์พิสุทธิ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา