⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 819/2493

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 819/2493

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. ตึกที่ปลูกสร้างลงในที่ดินย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินและตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดิน 2. การที่เจ้าของร่วมคนหนึ่งนำทรัพย์สินที่ตนเป็นเจ้าของร่วมไปให้ผู้อื่นเช่าโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของร่วมคนอื่น ถือว่าสัญญาเช่านั้นไม่มีผลผูกพันเจ้าของร่วมที่ไม่ได้ให้ความยินยอม เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าผู้เช่าทราบถึงความเห็นส่วนมากของเจ้าของร่วม

ย่อคำพิพากษา

เจ้าของที่ดินทำสัญญากับผู้เช่าให้ผู้เช่าปลูกตึกคนกรีตลงในที่ดินของตนโดยให้ผู้เช่าเป็นผู้ออกเงินค่าปลูกสร้างเป็นเงินจำนวนหนึ่ง แล้วเจ้าของที่ดินยอมให้ผู้เช่าเช่าตึกนั้นมีกำหนด 3 ปี ดังนี้ เป็นเพียงผู้เช่าออกเงินค่าก่อสร้างไปแทนเจ้าของที่ดินเท่านั้น ตามลักษณะของทรัพย์ที่เป็นตึก จะแยกจากที่ดินไปได้ ย่อมเป็นส่วนควบของที่ดิน จึงตกเป็นของเจ้าของที่ดินด้วย การที่เจ้าของร่วมคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้จัดการทรัพย์มาแต่แรกแต่คนเดียวเอาทรัพย์ให้ผู้อื่นเช่าแล้วเจ้าของร่วมอีกคนหนึ่งมาฟ้องขอให้ทำลายสัญญาเช่าโดยอ้างว่าไม่ได้รับความยินยอม จากตนและเจ้าของร่วมคนที่ฟ้องจะต้องนำสืบว่าตนและเจาของร่วมคนอื่นอีกคนหนึ่งไม่ได้ยินยอมและผู้เช่าผู้เป็นคู่สัญญาก็รู้ถึงความเห็นส่วนมากของเจาของร่วมนี้ด้วย ึงจะพ้นจากความรับผิดได้ โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับเงินค่าก่อสร้างตึกที่จำเลยออกแทนไป เพื่อขับไล่จำเลยออกจากตึกนี้ แต่เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิจะขับไล่ทั้งจำเลยก็มิได้ขอเรียกเงินจำนวนนี้จากโจทก์จึงเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะใช้เขาหรือไม่ ไม่ใช่คำบังคับ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.107 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.821 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.822 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1358

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

เนื้อเรื่องแห่งคดีนี้มีว่า ที่ดินโฉนดที่ ๑๖๗๘ ในเขตเทศบาล มีชื่อนางหอมมารดาและนางบุญเกื้อ นายประจวบบุตรเป็นเจ้าของ ในที่ดินแปลงนี้มีตึกปลูกอยู่ แต่ถูกไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ นางหอมได้ตกลงทำสัญญากับนางจิวใน พ.ศ. ๒๔๘๔ ให้นางจิวปลูกตึกคอนกรีตลงที่ดินนี้ โดยนางจิวเป็นผู้ออกเงินค่าปลูกสร้างเป็นเงิน ๓๒๘๐ บาท นางหอมยอมให้นางจิวเช่าตึกรายนี้มีกำหนด ๓ ปี ต่อมาเพื่อพ้น ๓ ปี แล้ว นางหอมได้มีหนังสือให้นางจิวมาทำสัญญาใหม่ แต่นางจิวได้ตายเสียก่อน ระหว่างนั้น นางบุญเกื้ออยู่ต่างจังหวัดได้ มาหานางหอมบอกความประสงค์ว่า อยากได้ตึกรายนี้สักห้องหนึ่งไว้อยู่ทำการค้า แต่นางหอมไม่พอใจนางบุญเกื้อจึงไม่ให้ และได้ตกลงให้ จำเลยที่ ๑ กับที่ ๓ ซึ่งเป็นบุตรนางจิว เช่ามีกำหนด ๓ ปี ตามหนังสือสัญญาเช่าหมายเลข ๒ ลงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๔๙๐ นางบุญเกื้อจึงมอบฉันทะให้นางมั่ง วีระวัฒน์ สามีมาฟ้องคดีนี้ ขอให้ศาลแสดงว่าตึกที่นางจิวปลูกในที่ดินแปลวนี้ หมายเลข ๖๑๔-๖๑๖ เป็นของโจทก์ นางจิวเป็นแต่ออกเงินในการก่อสร้างแทน ขอให้จำเลยที่ ๑ ทายาทของนางจิว รับเงินจำนวนนี้จากโจทก์ จำเลยที่ ๒-๓ อยู่ในตึกรายนี้โดยไม่มีสิทธิ จึงขอให้ขับไล่ กับเรียกค่าเสียหาย เมื่อจำเลยยื่นสัญญาเช่าหมายเลข ๒ ในวันชี้สองสถานโจทก์จึงฟ้องเพิ่มเติมว่าสัญญาเช่าเป็นโมฆะ เพราะโจทก์ไม่ได้รับรู้และไม่ได้ยินยอมอนุญาต จำเลยให้การว่า จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่านางหอมมีอำนาจให้เช่าได้ ศาลชั้นต้นพิพากษว่าให้ตึกหมายเลข ๖๑๔-๖๑๖ เป็นของโจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ รับเงินที่นางจิวออกทแนไปในการปลูกสร้าง ๓๒๘๐ จากโจทก์คำขออื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์เห็นว่าสัญญาเช่าไม่สมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. ม. ๑๓๕๗ วรรค ๓ ด้วย จึงพิพากษาแก้ไห้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกรายนี้ กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้เจ้าของเดือนละ ๖๐ บาท กับให้ทำลายสัญญาเช่าหมายเลข ๒ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังว่า ตึกที่ฟ้องเป็นส่วนควบของที่ดินจึงเป็นของโจทก์ตามศาลล่างวินิจฉัย ส่วนสัญญาเช่าหมายเลข ๒ นั้น เห็นว่านางหอมเป็นผู้จัดการหาผลประโยชน์ในที่ดินรายนี้มาแต่ต้นผู้เดียว ในเบื้องต้นต้องฟังว่า นางหอมมีอำนาจให้เช่าแทนโจทก์ได้ ที่โจทก์ว่าการเช่าครั้วนี้โจทก์ไม่ยอมเพราะต้องการจะอยู่เองสักห้องหนึ่งนั้น ก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับนางหอมผู้เป็นเจ้าของร่วมโจทก์หาได้บอกจำเลยไม่ จึงเป็นหน้าที่โจทก์ที่จะแสดงว่า โจทก์และนางประจวบไม่ได้ยินยอมและจำเลยผู้เป็นคู่สัญญาก็รู้แล้วด้วย เมื่อโจทก์สืบไม่ได้ก็ไม่มีทางจะทำลายสัญญานี้ได้ จำเลยจึงมีสิทธิอยู่ในตึกรายนี้ได้ตามสัญญา เพราะยังไม่หมดสัญญา ส่วนเรื่องค่าปลูกสร้างที่นางจิว ออกแทนนางหอมไปนั้น ในคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับเงินจำนวนนี้เพื่อขับไล่จำเลย แต่เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิขับไล่ ทั้งจำเลยก็มิได้ขอเรียกเงินจำนวนนี้จากโจทก์ จึงเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะใช้เขาหรือไม่ ไม่ใช่คำบังคับ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อที่ขอทำลายสัญญาเช่าหมาย ล. ๒ และขอให้ขับไล่จำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 819/2493 นายมั่ง วีระวัฒน์ ผู้รับมอบอำนาจ จากนางบุญเกื้อ วีระวัฒน์ โจทก์ นายวิจิตร ศีวิโจรน์ที่ 1 นายถ่องโก แซ่วุนที่ 2 นางบุญรอด แซ่วุนที่ 3 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายมั่ง วีระวัฒน์ ผู้รับมอบอำนาจ จากนางบุญเกื้อ วีระวัฒน์ · จำเลย - นายวิจิตร ศีวิโจรน์ที่ 1 นายถ่องโก แซ่วุนที่ 2 นางบุญรอด แซ่วุนที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นาถปรีชา · นนทประชา · ศิลปสิทธิวินิจฉัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครสวรรค - นายโชค จารุจินดา · ศาลอุทธรณ์ - พระดุลยกรณ์พิทารณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1798/2506ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 2135/2518ฎีกา 2572/2541ฎีกา 643/2497ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 4879/2533ฎีกา 1036/2506ฎีกา 5712/2541ฎีกา 2520/2544ฎีกา 9188/2538ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4007/2552ฎีกา 2170/2517ฎีกา 6058/2538ฎีกา 2224/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา