คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 913/2495
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากคู่ความตกลงสืบพยานร่วมกัน โดยกำหนดเงื่อนไขให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมรับผลของคดีตามคำเบิกความของพยานนั้น หากพยานเบิกความไม่ตรงตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ ฝ่ายที่ตกลงจะแพ้คดีก็ไม่ต้องแพ้คดี และศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปตามพยานหลักฐานในสำนวนที่ปรากฏ.
ย่อคำพิพากษา
โจทก์จำเลยตกลงสืบพยานร่วมปากเดียว ถ้าพยานมีความว่าในการกู้ยืมได้ระบุที่พิพาทเป็นประกันเงินกู้ โจทก์ยอมแพ้ ถ้าไม่ได้ระบุที่รายพิพาทเป็นประกันเงินกู้แล้ว จำเลยยอมแพ้ พยานเบิกความว่าในการกู้เงินได้ระบุที่สวนของจำเลยประกันเงินกู้ ดังนี้ จำเลยจะมีที่ดินแปลงเดียวหรืออย่างไรไม่ทราบชัด เห็นได้ว่าพยานไม่ได้เบิกความว่า ได้ระบุที่พิพาทเป็นประกัน ฉะนั้นจะชี้ขาดให้ฝ่ายใดชนะคดีเพราะคำพยานร่วมไม่ได้ศาลต้องวินิจฉัยตามท้องสำนวนเท่าที่มีอยู่ว่า คู่กรณีฝ่ายใดควรชนะคดี
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาท จำเลยให้การว่าโจทก์อยู่ในที่พิพาทโดยทางอาศัย จำเลยยอมเป็นฝ่ายนำสืบพยานก่อน เมื่อพยานร่วมเบิกความไม่สมจำเลย จำเลยก็ต้องแพ้คดี
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลแสดงว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ อย่าให้จำเลยเข้าเกี่ยวข้อง
จำเลยต่อสู้ว่า ที่พิพาทเป็นของจำเลย จำเลยได้ทำหนังสือกู้เงินโจทก์ไป ๑๐๐๐ บาท มอบที่พิพาทให้เป็นประกันเงินกู้
คู่ความตกลงกันสืบพยานนายขันธ์เป็นพยานร่วมปากเดียว ถ้านายขันธ์เบิกความว่าในการกู้ยืมได้ระบุที่พิพาทเป็นประกันเงินกู้ โจทก์ยอมแพ้คดี ถ้าไม่ได้ระบุที่พิพาทเป็นประกันเงินกู้แล้ว จำเลยยอมแพ้
ศาลชั้นต้นสืบนายขันธ์แล้ว นายขันธ์ว่าในการที่จำเลยกู้เงินโจทก์ ได้ระบุที่สวนของจำเลยเป็นประกันเงินกู้ จึงพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา,
ศาลฎีกาเห็นว่า คำเบิกความของนายขันธ์ที่คู่ความท้ากันยืนยันว่า หนังสือกู้เงินนั้นเขียนไว้ว่า จำเลยเอาสวนตำบลสมอทองของจำเลย ๑ แปลง เป็นประกันเงินกู้จำเลยมีที่ดินในตำบลสมอทอง ๑ แปลง เดียวหรืออย่างไร ไม่ทราบชัด ที่ของจำเลยที่ระบุเป็นประกันไม่ทราบว่าแปลงไหน ดังนี้ ย่อมเห็นได้ชัดว่า นายขันธ์ไม่ได้เบิกความว่าได้ระบุที่พิพาทเป็นประกัน จะให้โจทก์แพ้คดีเพราะถ้อยคำของนายขันธ์ว่า สมด้วยคำท้าได้ไม่ ตามคำนายขันดังกล่าวฟังไม่ถนัดว่า ที่ดินที่เอาประกันเงินกู้นั้น ไม่ใช่ที่รายพิพาทหรือไม่ใช่ จะชี้ขาดให้ฝ่ายใดชนะคดี เพราะคำนายขันธ์ไม่ได้ ต้องวินิจฉัยตามท้องสำนวนเท่าที่มี โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ครอบครองที่พิพาท จำเลยให้การว่าโจทก์อยู่ในที่พิพาทโดยทางอาศัย ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยนำสืบก่อน ซึ่งชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนายขันธ์พยานร่วมเบิกความไม่สมจำเลยดังกล่าว จำเลยก็ต้องแพ้คดี
จึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลล่างทั้ง ๒ ว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง++++++++++
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 913/2495
นางให้ สาลี โจทก์
นายน้อม พรมสุวรรณ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางให้ สาลี · จำเลย - นายน้อม พรมสุวรรณ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดไชยา - นายชวน ชินสุวรรณ · ศาลอุทธรณ์ - หลวงบริรักษ์จรรยาวัตร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา