คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 81/2498
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอ้างตนว่าเป็นเจ้าพนักงานและข่มขู่ว่าจะทำให้เกิดความเสียหายหากไม่ส่งมอบทรัพย์สิน ถือเป็นความผิดฐานกรรโชก
โจทก์มีสิทธิยื่นคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยต่อศาลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ หากศาลเห็นว่ามีมูล
ย่อคำพิพากษา
ในเรื่องความผิดฐานกรรโชก โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยไม่ใช่ตำรวจแต่อ้างว่าเป็นตำรวจใช้วาจาขู่เข็ญว่าไม่ให้เงินจะมีเรื่องเป็นการขู่เข็ญขืนใจให้มีความกลัวตาม ม. 303 ดังนี้เป็นฟ้องที่ สมบูรณ์
ข้อเท็จจริงที่ได้ความว่าจำเลยไม่ใช่ตำรวจแต่อ้างว่าเป็นตำรวจขู่เข็ญผู้เสียหายให้+ส่งเงินให้ถ้าไม่ให้จะมีเรื่อง และผู้เสียหายได้+ส่งเงินให้โดยจำเลยไม่มีอำนาจทำได้ตาม ก.ม.ดังนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เข้าเกณฑ์ความผิดฐานกรรโชก
แม้โจทก์จะแถลงว่าติดใจสืบพยานเพียงเท่านี้ เมื่อจำเลยอ้างตัวเองเบิกความเป็นพยาน โจทก์ก็ชอบที่จำนำคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่โจทก์ไม่ติดใจสืบยื่นเป็นพยานต่อศาลเพื่อพิสูจน์คำให้การของจำเลยได้ เมื่อศาลเห็นว่ามีมูลก็มีอำนาจรับไว้วินิจฉัย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยรับราชการเป็นนายตรวจสรรพสามิต สมคบกันอ้างว่าตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจใช้วาจาบังคับขู่เข็ญขืนใจนายเจ็บน้ำหรือเจียงค้ำ ให้รับสัญญาว่ายอมจะส่งเงินให้แก่จำเลย ๑๐๐๐ บาท ถ้าไม่ให้จะมีเรื่อง นายเจียน้ำกลัวจึงยอมรับสัญญาและรุ่งขึ้นก็ได้มอบเงิน ๔๐๐ บาท ให้แก่จำเลย ขอให้ลงโทษตาม ก.ม.อาญา ม.๖๓,๓๐๓
จำเลยรับว่าเป็นนายตรวจสรรพสามิตจริง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิด
ศาลอาญาพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสอง ตาม ก.ม. อาญา ม.๓๐๓ มีกำหนดคนละ ๑ ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาปัญหาข้อ ก.ม. ว่า ๑.คำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่เข้าเกณฑ์ความผิดฐานกรรโชก ๒. ข้อเท็จจริงที่ศาลฟังก็ไม่เข้าเกณฑ์ความผิดฐานกรรโชก ๓. ศาลรับฟังพยานหลักฐานผิดด้วยกระบวนพิจารณา
ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลย ไม่ใช่ตำรวจแต่อ้างว่าเป็นตำรวจ พูดว่าไม่ได้เงินจะมีเรื่องดังนี้แสดงชัดว่าเป็นการขู่เข็ญขืนใจ เมื่อนายเจียน้ำกลัวรับสัญญาจ่าจะให้ ตรงตาม ม. ๓๐๓ บัญญัติไว้จึงเข้าเกณฑ์ความผิดฐานกรรโชก
ข้อเท็จจริงที่ฟังว่าจำเลยทั้งสอ่งได้สมคบกันอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ พูดบังคับขู่เข็ญ ขืนใจนายเจียน้ำให้ส่งเงินให้จำเลยทั้งสอง ๑๐๐๐ บาท ถ้าไม่ให้จะมีเรื่อง นายเจียน้ำกลัวและได้ให้เงินจำเลยตามสัญญา ในวันรุ่งขึ้นโดยจำเลยไม่มีอำนาจที่กระทำได้ตาม ก.ม. ดังนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เข้าเกณฑ์ความผิดฐานกรรโชก
ปัญหาสุดท้ายเห็นว่าแม้โจทก์แถลงว่าติดใจสืบพยานเท่าที่สืบแล้วก็ดี เมื่อจำเลยอ้างตัวเองเบิกความเป็นพยาน โจทก์ชอบที่จะนำคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยยื่นเป็นพยานต่อศาล เพื่อพิสูจน์คำให้การของจำเลยได้ ตาม ป.วิ.แพ่ง ม. ๑๒๐ ประด้วย ป.วิ.อาญา ม.๑๕ เมื่อศาลเห็นว่ามีมูลก็มีอำนาจรับไว้วินิจฉัย
พิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 81/2498
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นายวิรัตน์ที่ 1 นายภิญโญ ที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายวิรัตน์ที่ 1 นายภิญโญ ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | นนทปัญญา · นนทประชา · ดุลยการณ์โกวิท |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายเป้า สังขวาสี · ศาลอุทธรณ์ - หลวงวิชิตเนตินัย |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา