คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 781/2499
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าทรัพย์สินเป็นของโจทก์ โจทก์ย่อมยกขึ้นยันบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าโจทก์ โดยเฉพาะหากอ้างการครอบครองเพื่อได้กรรมสิทธิ์ ต้องพิสูจน์ว่าได้ครอบครองโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต
ย่อคำพิพากษา
ได้ความว่ารถยนต์พิพาทคดีนี้ศาลได้พิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าเป็นของโจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ฉะนั้นโจทก์จึงยกขึ้นยันบุคคลภายนอกรวมทั้งผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145(2)เว้นแต่ผู้ร้องจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าหากผู้ร้องจะอ้างว่าตนได้ครอบครองรถยนต์อยู่จึงควรได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1303 ผู้ร้องก็จะต้องพิสูจน์ว่าตนได้การครอบครองนั้นมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตจึงจะมีสิทธิในรถยนต์พิพาทดีกว่าโจทก์
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ได้ซื้อรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ก.ท.19028 - ก.ท.19029 และก.ท.19014 ไว้จากผู้ซื้อฝาก 3 รายที่ได้รับซื้อฝากรถยนต์ 3 คันนี้จากจำเลยและได้โอนทะเบียนกันที่กองทะเบียนกรมตำรวจแล้วโจทก์แจ้งให้จำเลยคืนรถยนต์ 3 คันนี้ให้โจทก์ จำเลยเพิกเฉยจึงฟ้องขอให้ศาลบังคับ และได้ขอให้ศาลยึดรถยนต์รายนี้ไว้ก่อนมีคำพิพากษาด้วย คดีนั้นจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ทั้ง 3 คัน ให้โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่ารถยนต์ 3 คันนี้จำเลยโอนหักใช้หนี้ที่ค้างผู้ร้องโดยเปิดเผยและสุจริตและผู้ร้องได้ครอบครองมาโดยเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของ ขอให้ศาลถอนการยึด
โจทก์ให้การว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นของโจทก์อยู่ในความครอบครองของจำเลย มิใช่ของผู้อื่น
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีระหว่างโจทก์และผู้ร้องเป็นกรณีที่บุคคลหลายคนเรียกเอาสังหาริมทรัพย์เดียวกันโดยอาศัยหลักกรรมสิทธิ์ต่างกันต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1303 ฉะนั้นผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ได้การครอบครองมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนย่อมมีสิทธิในรถยนต์พิพาทดีกว่าโจทก์ จึงมีคำสั่งให้ถอนการยึดรถยนต์พิพาททั้ง 3 คันคืนให้ผู้ร้องไป
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีไม่เข้าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1303 โจทก์ผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทมีสิทธิติดตามและขัดขวางมิให้ผู้ร้องเข้ามาเกี่ยวข้องในรถยนต์พิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จึงพิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาได้ประชุมปรึกษาคดีนี้แล้วข้อเท็จจริงได้ความดังกล่าวแล้วข้างต้น ศาลฎีกาเห็นว่ารถยนต์รายพิพาทในคดีนี้ ศาลได้พิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าเป็นของโจทก์ โจทก์จึงเป็นเข้าของกรรมสิทธิ์ฉะนั้นโจทก์จึงยกขึ้นยันบุคคลภายนอกรวมทั้งผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145(2) เว้นแต่ผู้ร้องจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า หากผู้ร้องจะอ้างว่าตนได้ครอบครองรถยนต์อยู่ จึงควรได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1303 ผู้ร้องก็จะต้องพิสูจน์ว่าตนได้การครอบครองนั้นมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ร้องมีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลย ที่ผู้ร้องว่าจำเลยกลับเป็นลูกหนี้ตนนั้นก็มีแต่คำร้อง ที่ผู้ร้องว่าจำเลยเอารถยนต์ตีใช้หนี้ให้ตนนั้นผู้ร้องก็ว่าทำกันด้วยปากเปล่า รถยนต์เป็นสิ่งที่มีทะเบียนแสดงให้รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ ที่จำเลยโอนให้ผู้ร้องก็ไม่มีการโอนทะเบียนกันทั้งไม่ได้ดูทะเบียนเลย ถ้าผู้ร้องได้ดูทะเบียนก็ต้องรู้ว่าขณะนั้นรถยนต์นั้นไม่ใช่ของจำเลยแล้วโดยเหตุผลเหล่านี้ศาลฎีกาจึงไม่เชื่อว่าผู้ร้องได้การครอบครองรถยนต์รายพิพาทไว้ด้วยความสุจริต จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องมีสิทธิในรถยนต์รายพิพาทดีกว่าโจทก์ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องเสีย ศาลฎีกาจึงเห็นชอบด้วย จึงพิพากษายืนให้ยกฎีกาของผู้ร้อง
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 781/2499
นายวีระ แซ่คู โจทก์
นายสุน แซ่ตั้ง จำเลย
ผู้ร้องขัดทรัพย์ จำเลย
นายถินก้ง แซ่เล้า จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายวีระ แซ่คู · จำเลย - นายสุน แซ่ตั้ง · จำเลย - ผู้ร้องขัดทรัพย์ · จำเลย - นายถินก้ง แซ่เล้า |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประศาสน์วินิจฉัย · มนูภันย์วิมลสาร · พิบูลย์ไอศวรรย์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา