⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 914/2503

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 914/2503

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การที่ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เป็นประเด็นที่จำเลยต้องยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น หากจำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ ศาลฎีกาจะไม่รับวินิจฉัยฎีกาในประเด็นนี้ 2. เมื่อคู่สัญญาตกลงให้ทำทางภาระจำยอมในที่ดินแปลงหนึ่งเพื่อเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ หากฝ่ายหนึ่งได้ปฏิบัติตามสัญญาแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมทำตาม คู่สัญญาอีกฝ่ายย่อมฟ้องบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญาได้ แม้จะยังไม่มีการจดทะเบียนภาระจำยอมก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

คดีแพ่ง ปัญหาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หากแต่เป็นเรื่องระหว่างโจทก์จำเลยโดยเฉพาะไม่กระทบกระเทือนถึงประชาชนหรือบุคคลภายนอกแต่ประการใด ถ้าจำเลยเห็นว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม จำเลยก็ชอบที่จะระวังผลประโยชน์ของตนเอง โดยต่อสู้ไว้เสียตั้งแต่ศาลชั้นต้น คดีแพ่งหาเหมือนกับคดีอาญาไม่ เมื่อจำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้เป็นความบกพร่องของตนเอง ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้อนี้ จำเลยทำสัญญาขายส่วนหนึ่งของที่ดินมีโฉนดของคนให้โจทก์ โดยจำเลยยอมตกลงทำถนนในที่ดินของจำเลยแปลงที่ติดต่อกัน เพื่อโจทก์จะได้ใช้เป็นทางออกสู่ถนนหลวงได้ เมื่อโจทก์ผู้ซื้อได้ปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนแล้ว หากจำเลยไม่ยอมทำถนนดังกล่าว โจทก์ในฐานะคู่สัญญาย่อมฟ้องขอให้บังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาได้ กรณีเช่นนี้ จำเลยจะเถียงว่า นิติกรรมรายนี้ยังไม่มีการจดทะเบียน ยังไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 หาได้ไม่ เพราะชั้นนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องและอ้างว่ามีสิทธิทางเดินอยู่แล้ว (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 8/2503 เฉพาะปัญหาข้อแรก)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.213 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1299 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1387 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1390

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ได้ความว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ ๓๐๓๓, ๑๓๑๙ และ ๓๑๔๓ และได้ตกลงขายส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดที่ ๓๑๔๓ ให้โจทก์ โดยจำเลยตกลงจะรวมโฉนดทั้งสาม ซึ่งติดต่อกัน ทำถนนผ่านกลางออกไปสู่ถนนอินทรพิทักษ์ด้านเหนือ โดยให้โจทก์ออกค่าที่ดินที่ตัดทำเป็นถนนตอนหน้าที่ดินของโจทก์ครึ่งหนึ่งและจำเลยได้เรียกเก็บเงินค่าที่ดินที่ตัดเป็นถนนดังกล่าว จากโจทก์ไปแล้ว แต่จำเลยกลับขัดขวางไม่ยอมให้โจทก์ใช้ที่ดินนั้น เป็นทางเข้าออกและกั้นรั้วรุกเข้ามาในที่ดินที่โจทก์ซื้อด้วย ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลทั้งสอง ให้จำเลยเปิดที่ดินโฉนด ที่ ๑๓๑๙ ของจำเลยเป็นทางเดินสำหรับที่ดินโฉนดที่ ๔๑๙ ของโจทก์สำหรับใช้ออกไปสู่ถนนอินทรพิทักษ์และห้ามไม่ให้จำเลยและบริวารขัดขวางในการที่โจทก์จะทำและใช้ที่ดินโฉนดที่ ๑๓๑๙ ของจำเลยเป็นถนน เป็นทางเดินใช้รถยนต์เข้าออกได้ต่อไป และให้จำเลยนำโฉนดที่ ๑๓๑๙ ของจำเลยไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ให้ที่ดินโฉนดที่ ๔๑๙๔ ของโจทก์ใช้เป็นทางออกไปสู่ถนนอินทรพิทักษ์ต่อไป ถ้าจำเลยไม่นำไปจดทะเบียน ก็ให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนไปโดยถือเอาคำพิพากษานี้เป็นการแสดงเจตนาของจำเลยแทน กับให้จำเลยรื้อรั้วไปจากเขตของโจทก์ ข้อวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับข้อกฎหมายมีว่า :- ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่คัดค้านฟ้องของโจทก์ว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดชอบแล้ว เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ บัญญัติไว้แล้วว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างอิงในอุทธรณ์นั้น คู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งและต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว ในศาลชั้นต้น เว้นแต่จะเป็นเรื่องที่เข้าข้อยกเว้นดังกล่าวไว้ในวรรคสองแห่งมาตรานี้ จึงจะอยู่ในข่ายที่จะหยิบยกวินิจฉัยให้ แต่ข้อโต้แย้งของจำเลยมิได้อยู่ในหลักเกณฑ์นี้ คือ ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยเพราะปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เป็นเรื่องกระทบกระเทือนถึงประชาชนทั่วไป หรือบุคคลภายนอกแต่ข้อที่ว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม หรือไม่นี้ เป็นเรื่องระหว่างโจทก์จำเลย จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้เป็นความบกพร่องของตนเอง ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยโต้แย้งว่า โจทก์อ้างได้ภารจำยอมทางนิติกรรม ก็ไม่ได้จดทะเบียนจึงไม่เป็นหลักฐานตามกฎหมาย ใช้บังคับจำเลยไม่ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยได้โอนขายที่ดินให้โจทก์ตามเอกสาร จ.๑ โดยกำหนดเงื่อนไขให้มีการตัดถนนให้โจทก์ได้ใช้ออกสู่ถนนอินทรพิทักษ์ได้ ก็เมื่อทางฝ่ายโจทก์ผู้ซื้อได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยครบถ้วนแล้ว ไฉนจำเลยในฐานะเจ้าของที่ดิน และเป็นคู่สัญญากับโจทก์จะมีสิทธิบิดพลิ้วไม่จำต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญา ที่ตนผูกมัดอยู่ได้อย่างไร เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติ โจทก์ในฐานะคู่สัญญาก็ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาได้ จะเถียงว่านิติกรรมรายนี้ยังไม่มีการจดทะเบียน ยังไม่บริบูรณ์ตาม มาตรา ๑๒๙๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นั้น ฟังไม่ขึ้น เพราะชั้นนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา เพื่อให้จำเลยยอมให้โจทก์ใช้ทางและให้จำเลยไปจดทะเบียนให้โจทก์ได้สิทธิตามที่ได้ตกลงไว้ ไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องและอ้างว่ามีสิทธิทางเดินอยู่แล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 914/2503 นางบุญครอง ตรีษานนท์ (หม้าย) ที่ 1 นางสาวสีดาฯ ที่ 2 โจทก์ นางเสงียม ลิปิพันธ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางบุญครอง ตรีษานนท์ (หม้าย) ที่ 1 นางสาวสีดาฯ ที่ 2 · จำเลย - นางเสงียม ลิปิพันธ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เชื้อ คงคากุล · สัญญา ธรรมศักดิ์ · พิบูลย์ไอศวรรย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายหรุ่น แขวงโสภา · ศาลอุทธรณ์ - นายจิตติ ติงศภัทิย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5692/2538ฎีกา 681/2506ฎีกา 770/2535ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2834/2527ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1968/2533ฎีกา 3616/2558ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3136/2524ฎีกา 1889/2511ฎีกา 4415/2528ฎีกา 5332/2553ฎีกา 1649/2498ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8680/2551ฎีกา 1360/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา