คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1027/2504
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำผิดกฎหมายสองกรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน แต่สำเร็จไปแล้วกรรมหนึ่ง และอีกกรรมหนึ่งเป็นเพียงการพยายามกระทำผิด ถือเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน
ย่อคำพิพากษา
จำเลยสำแดงรายการสินค้าขาออกด้วยกรมศุลกากรเป็นเท็จ แล้วต่อมาอีก 2 วัน จำเลยพยายามนำสินค้านั้นจะออกนอกราชอาณาจักร แต่ตำรวจจับได้เสียก่อน เช่นนี้ แม้การกระทำทั้งสองฐานนี้จะเกี่ยวเนื่องกัน คือ จำเลยสำแดงรายการสินค้าเท็จ ก็เพื่อจะลักลอบนำสินค้าออกนอกราชอาณาจักรก็ตาม ก็เป็นการกระทำผิดคนละอย่างต่างกรรมต่างวาระกัน เพราะเมื่อจำเลยสำแดงรายการสินค้าขาออกเท็จนั้น เป็นความผิดสำเร็จไปตอนหนึ่งแล้ว ต่อมาอีก 2 วันทำผิดฐานพยายามนำสินค้าจะออกนอกราชอาณาจักรจึงเป็นความผิดอีกฐานหนึ่ง
ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 2/2504
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ข้อเท็จจริงได้ความตามที่คู่ความรับกันว่า เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๔๙๘ จำเลยถูกจับฐานสมคบกันนำรำข้าวหนัก ๑๐๒,๔๐๐ กิโลกรัม ราคา ๕๖,๓๒๐ บาท อันเป็นของต้องเสียภาษีอากรขาออก ๑,๔๐๒ บาท ๒๔ สตางค์ และเป็นของต้องห้าม ต้องจำกัดมิให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร โดยปนกับกากมะพร้าวใส่กระสอบขึ้นบรรทุกเรือเดินทะเล เพื่อส่งออกไปเมืองสิงค์โปร์ แต่ตำรวจเข้าจับกุมเสียก่อน พนักงานสอบสวนตั้งข้อหาจำเลย ๒ ฐาน คือ ฐานลักลอบนำรำข้าวออกนอกราชอาณาจักรและฐานสำแดงรายการสินค้าในใบขนสินค้า (รายเดียวกับฐานแรก) เป็นเท็จ ต่อมาพนักงานสอบสวนสั่งไม่ฟ้องจำเลยในข้อหาฐานลักลอบนำรำข้าวออกนอกราชอาณาจักร ส่วนข้อหาฐานสำแดงรายการสินค้าในใบขนสินค้าเป็นเท็จ มีหลักฐาน แต่อยู่ในอำนาจของกรมศุลกากรเปรียบเทียบได้ ซึ่งกรมศุลกากรเปรียบเทียบปรับจำเลยแล้ว ๕๐,๐๐๐ บาท ของกลางคืนให้เจ้าของรับไป
ต่อมาพนักงานอัยการตรวจสำนวนแล้วสั่งฟ้องจำเลยฐานนำรำข้าวออกนอกราชอาณาจักร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีนี้โจทก์แถลงไม่สืบพยาน โจทก์แสดงไม่ได้ว่าการสำแดงรายการเท็จกับพยายามขนสินค้าต้องห้ามออกนอกประเทศเป็นการกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระกัน จึงต้องถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียว แต่เป็นความผิดหลายบท เมื่ออธิบดีกรมศุลกากรเปรียบเทียบปรับจำเลยไปแล้วก็เป็นอันคุ้มจำเลยไม่ต้องถูกฟ้องร้องในความผิดฐานพยายามนำสินค้าต้องห้ามออกนอกประเทศต่อไป พิพากษายกฟ้อง
โจทก์ฎีกาว่า จำเลยให้การรับแล้วว่า จำเลยสำแดงรายการสินค้าเท็จตามใบขนลงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๙๘ และโจทก์ฟ้องว่าจำเลยพยายามนำรำข้าวออกนอกราชอาณาจักร วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๔๙๘ ฉะนั้น ข้อเท็จจริงจึงชัดว่าความผิดทั้งสองฐานห่างกันถึง ๒ วัน จึงเป็นความผิดหลายกระทงต่างกรรมต่างวาระกัน ขอให้ลงโทษ
ศาลฎีกาเห็นว่า คดีได้ความชัดว่า ที่กรมศุลกากรเปรียบเทียบปรับจำเลยแล้วนั้น เฉพาะความผิดฐานสำแดงรายการสินค้าเท็จเท่านั้น แม้การสำแดงรายการสินค้าเท็จจี้จะเกี่ยวเนื่องกับการที่จำเลยจะได้ลับลอบนำรำข้าวออกนอกราชอาณาจักรก็ตาม ถ้ากากระทำของจำเลยต่างกรรมต่างวาระกัน การที่กรมศุลกากรเปรียบเทียบปรับไปแล้ว ก็หาคุ้มถึงฐานลักลอบนำรำข้าวออกนอกราชอาณาจักรไม่ ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ว่า การกระทำของจำเลยในความผิดสองฐานดังกล่าวนี้เป็นการกระทำผิดกฎหมายหลายบท หรือเป็นการกระทำผิด ๒ กระทง ปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยได้สำแดงรายการเท็จเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๙๘ เป็นความผิดสำเร็จไปตอนหนึ่งแล้ว ต่อมาวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๔๙๘ จำเลยจึงได้พยายามลักลอบนำรำข้าวออกนอกราชอาณาจักรอีก การกระทำผิดสองฐานนี้ แม้จะเป็นความผิดที่เกี่ยวเนื่องกัน คือ จำเลยสำแดงรายการสินค้าเท็จ ก็เพื่อจะลักลอบนำออกนอกราชอาณาจักรก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำผิดคนละอย่างต่างกรรมกัน และกระทำผิดคนละเวลาต่างวาระกันด้วย จำเลยจึงต้องมีความผิดตามโจทก์ฟ้อง
พิพากษากลับ ลงโทษ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1027/2504
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นายซ่งเฮียง แซ่อื้อ กับพวกรวม 2 คน จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายซ่งเฮียง แซ่อื้อ กับพวกรวม 2 คน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประกอบ หุตะสิงห์ · สอาด นาวีเจริญ · เชื้อ คงคากุล |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - นายปาลพันธุ์ ปาณิกบุตร · ศาลอุทธรณ์ - หลวงพิชัยบัณฑิต |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา