คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 30/2511
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยเคยต้องคำพิพากษาลงโทษจำคุกมาแล้ว จะนำมานับเป็นเหตุในการกักกันได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าจำเลยได้ถูกล้างมลทินตามกฎหมายหรือไม่ หากจำเลยได้รับการล้างมลทินแล้ว จะถือว่าไม่เคยต้องคำพิพากษาลงโทษจำคุกมาก่อน
ย่อคำพิพากษา
จำเลยต้องคำพิพากษาให้จำคุกไม่ต่ำกว่า 6 เดือนมาแล้ว 3 ครั้ง แต่ปรากฏว่าสองคดีก่อน จำเลยพ้นโทษไปก่อนวันใช้พระราชบัญญัติล้างมลทิน ฯ จำเลยจึงได้รับการล้างมลทินหมดไปแล้วตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติล้างมลทิน ฯ พ.ศ. 2499 จะถือว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาลงโทษจำคุกมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ครั้งไม่ได้ ดังนี้ ศาลย่อมไม่มีอำนาจพิพากษาให้กักกันจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 41
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์ (ล้วงกระเป๋า) ขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔, ๓๓๗ จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกมาแล้วเกินกว่า ๖ เดือน ฐานลักทรัพย์มาก่อนแล้วรวม ๓ ครั้ง ขอให้ลงโทษ เพิ่มโทษ และกักกันจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๔๑, ๙๓
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วตามฟ้องจริง
ศาลชั้นต้นเชื่อว่าจำเลยเป็นคนร้ายล้วงกระเป๋าตามโจทก์ฟ้องจริง พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ให้จำคุก ๘ เดือน จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกไม่ต่ำกว่า ๖ เดือน มากระทำผิดซ้ำในอนุมาตราเดียวกันภายใน ๓ ปี นับแต่วันพ้นโทษ ให้เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งจำคุก ๑ ปี และจำเลยเคยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า ๖ เดือน ในความผิดประเภทเดียวกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๔๑ (๘) มาแล้วถึง ๓ ครั้ง และมากระทำผิดในคดีนี้อีกอันเป็นประเภทเดียวกัน กรณีถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดติดนิสัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๔๑ เมื่อพ้นโทษจำคุกแล้วให้ส่งตัวจำเลยไปกักกัน ๓ ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาข้อกฎหมายเฉพาะข้อที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษาให้กักกันจำเลยว่า ก่อนคดีนี้จำเลยเคยถูกศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์เกิน ๖ เดือน มาแล้ว ๓ ครั้ง พ้นโทษคดีสุดท้ายมาจนถึงวันกระทำผิดคดีนี้ยังไม่เกิน ๑๐ ปี จึงไม่อยู่ในข่ายที่จะกักกันจำเลยได้ อีกประการหนึ่ง ความผิดก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐ ของจำเลยได้รับการล้างมลทินไปแล้ว จะพิพากษาให้กักกันจำเลยไม่ได้
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประวัติอาชญากรท้ายฟ้อง จำเลยเคยถูกศาลพิพากษาให้ลงโทษและพ้นโทษภายหลังวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๐๐ ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินในโอกาสครบ ๒๕ พุทธศตวรรษ พ.ศ. ๒๔๙๙ ใช้บังคับเพียงคดีเดียว คือ คดีหมายเลขแดงที่ ๖๓๖/๒๕๐๙ ของศาลจังหวัดสงขลา ฐานลักทรัพย์ ให้จำคุก ๙ เดือน พ้นโทษเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๐๙ ส่วนคดีก่อนนอกนั้นจำเลยพ้นโทษไปก่อนวันใช้พระราชบัญญัติล้างมลทินทั้งสิ้น แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยย่อมได้รับการล้างมลทินไปหมดแล้วตามมาตรา ๓ ที่ให้ถือว่าจำเลยมิได้เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดมาก่อนเลย จะถือว่าจำเลยเคยถูกพิพากษาให้ลงโทษจำคุกมาแล้วไม่ต่ำกว่าสองครั้งไม่ได้ เพราะไม่ครบเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๔๑ ศาลจึงไม่มีอำนาจพิพากษาให้กักกันจำเลย พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะว่า เมื่อจำเลยพ้นโทษแล้ว ไม่ต้องส่งจำเลยไปกักกัน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 30/2511
พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์
นายเส้ง เส้งนนท์ ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา · ล. - นายเส้ง เส้งนนท์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชลัม รุทระวณิช · สวิง ลัดพลี · ลออง จุลกะเศียน |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสงขลา - นายถาวร ตันตราภรณ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายผล พิทักษ์พล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา