⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1688/2505

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1688/2505

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่อยู่ในประเภทเดียวกัน แม้จะต่างกรรมต่างวาระกัน หากจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาแล้วสองครั้ง และพ้นโทษไม่ถึงสิบปี แล้วกลับมากระทำผิดอีก ศาลอาจถือว่าเป็นผู้กระทำผิดติดนิสัยและพิพากษาให้กักกันได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 6 เดือนมาแล้วสองครั้ง ครั้งแรกฐานรับของโจร ครั้งสองฐานลักทรัพย์ เมื่อพ้นโทษไปแล้วไม่ถึง 10 ปี จำเลยกลับมากระทำผิดฐานลักทรัพย์จนศาลพิพากษาจำคุกเกินกว่า 6 เดือนอีก เช่นนี้ แม้ความผิดของจำเลยในครั้งแรกจะต่างกับสองครั้งหลังก็ตาม ก็เป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ซึ่งอยู่ในประเภทเดียวกัน จึงเข้าเกณฑ์ที่ศาลจะถือได้แล้วว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดติดนิสัยและพิพากษาให้กักกันได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.41 ประมวลกฎหมายอาญา ม.335 ประมวลกฎหมายอาญา ม.357

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจเป็นคนร้ายเข้าไปในบ้านนายบางแล้วลักเอาทรัพย์ต่าง ๆ ไปโดยทุจริต และก่อนคดีนี้จำเลยเคยถูกศาลพิพากษาให้ลงโทษฐานรับของโ๗ร และลักทรัพย์ โทษจำคุกถึงที่สุดและเกินกว่า ๖ เดือนทั้งสองครั้ง หากศาลจะพิพากษาลงโทษจกคุกจำเลยไม่ต่ำกว่า ๖ เดือน ขอให้ลงโทษ เพิ่มโทษและกักกันด้วย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ ให้ลงโทษจำคุกจำเลย ๑ ปี ๖ เดือน เพิ่มโทษตามมาตรา ๙๓ กึ่งหนึ่ง รวมเป็นจำคุกจำเลย ๒ ปี ๓ เดือน ปราณีลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ ปี ๑ เดือน ๑๕ วัน และกักกันจำเลยมีกำหนด ๓ ปี จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกโทษกักกัน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า ๖ เดือนมาแล้ว ๒ ครั้ง โดยครั้งแรกในความผิดฐานรับของโจร ครั้งที่ ๒ ฐานลักทรัพย์ และจำเลยกระทำผิดในขณะที่มีอายุเกิน ๑๗ ปีแล้วทั้งสองครั้ง เมื่อจำเลยพ้นโทษครั้งที่ ๒ ไปแล้วภายในเวลา ๑๐ ปี จำเลยกลับมาทำความผิดฐานลักทรัพย์จนศาลพิพากษาจำคุกเกินกว่า ๖ เดือนสำหรับการกระทำผิดครั้งที่สามนี้อีก เห็นว่า แม้ความผิดของจำเลยในครั้งแรกจะเป็นความผิดฐานรับของโจร มิใช่ลักทรัพย์เหมือนครั้งที่สองและครั้งที่สามก็ตาม แต่ความผิดของจำเลยทั้ง ๓ ครั้ง ก็เป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ซึ่งอยู่ในประเภทเดียวกันกับที่ระบุไว้ในมาตรา ๔๓ (๘) แห่งประมวลกฎหมายอาญาทั้งสิ้น ความผิดของจำเลยที่ได้กระทำในคดีนี้จึงเข้าเกณฑ์ที่ศษลถือได้แล้วว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัย และพิพากษาให้กักกันจำเลยได้ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้ยกฎีกาจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1688/2505 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายสมพร หรือสง่า ประสพสุขหรือศรีสุข จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายสมพร หรือสง่า ประสพสุขหรือศรีสุข
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สนิท สุมาวงศ์ · ประกอบ หุตะสิงห์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายจรัส ศรีวรรธนะ · ศาลอุทธรณ์ - นายจินดา บุณยอาคม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2546/2527ฎีกา 1851/2557ฎีกา 98/2537ฎีกา 1331/2479ฎีกา 268/2468ฎีกา 824/2535ฎีกา 3650/2527ฎีกา 1908/2528ฎีกา 1567/2535ฎีกา 2597/2516ฎีกา 273/2507ฎีกา 3081/2527ฎีกา 1250/2520ฎีกา 113/2566ฎีกา 7993/2547ฎีกา 1368/2509ฎีกา 444/2537ฎีกา 3245/2545ฎีกา 1957/2515ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2766/2546ฎีกา 3388/2526ฎีกา 337/2535ฎีกา 16889/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา