⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1649/2505

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1649/2505

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลหนึ่งยึดถือทรัพย์สินของผู้อื่นโดยอาศัยสิทธิของผู้นั้น ย่อมถือว่าเป็นการยึดถือแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ หากจะเปลี่ยนลักษณะการยึดถือเป็นเพื่อตนเอง จะต้องบอกกล่าวการเปลี่ยนเจตนาให้เจ้าของกรรมสิทธิ์ทราบก่อน การเปลี่ยนเจตนาโดยไม่บอกกล่าวไม่มีผลทางกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยขออาศัยอยู่ในที่ดินของโจทก์ จึงต้องถือว่าจำเลยยึดถือที่ดินในฐานะเป็นผู้แทนโจทก์ หากจำเลยยึดถือที่ดินในฐานะเป็นผู้แทนโจทก์ หากจำเลยจะเปลี่ยนลักษณะแพ่งการยึดถือเป็นเพื่อตน ก็ต้องบอกกล่าวไปยังโจทก์ว่าไม่เจตนาจะยึกถือที่ดินแทนโจทก์ต่อไปเสียก่อน การเปลี่ยนเจตนายึดถือโดยไม่บอกกล่าว ไม่มีผลให้เปลี่ยนแปลงฐานะจากยึดถือแทนไปได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ โจทก์ซื้อที่ดิน ๒ ไร่เศษจากจำเลย ๆ ขออาศัยมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๙๕ จำเลยก็ออกไปอยู่ที่อื่น ต่อมา พ.ศ. ๒๔๙๖ จำเลยมาขออาศัยอีก พ.ศ. ๒๔๙๘ โจทก์แจ้งสิทธิครอบครองไม่มีใครโต้แย้ง ต่อมาเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๐๒ จำเลยขัดขวางการครอบครองของโจทก์ และเดือนพฤษภาคม ๒๕๐๒ จำเลยทำรั้ว โจทก์กับพวกห้ามปรามและให้จำเลยออกจากที่ดินก็ไม่ยอมออก จึงขอให้ศาลขับไล่ จำเลยให้การว่า ที่พิพาทจำเลยครอบครองมา ๒๐ ปีเศษ ไม่เคยขายให้โจทก์ ศาลจังหวัดระยองเชื่อว่า โจทก์ซื้อที่พิพาทจากจำเลยและให้จำเลยอาศัยจริงแต่ที่พิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๐๑ จำเลยห้ามปรามบิดาโจทก์และคนของบิดาโจทก์ไม่ให้ตัดต้นพุทราในที่ดินของจำเลย แล้วไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงาน บิดาโจทก์ไปให้การต่อพนักงานสอบสวน วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๑ จึงเห็นว่า นับแต่วันจำเลยร้องทุกข์นั้นเป็นการตั้งตัวปรปักษ์ยึดถือที่รายพิพาทเป็นของตน โดยลักษณะแย่งการครอบครองจากโจทก์แล้ว โจทก์มาฟ้องเกิน ๑ ปีหมดสิทธิขับไล่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ โจทก์กล่าวในฟ้องว่าจำเลยขออาศัยที่ดินโจทก์ ฉะนั้น ถ้าจำเลยขออาศัยจริง ก็ต้องถือว่าจำเลยยึดถือที่พิพาทในฐานะเป็นผู้แทนของโจทก์ และบุคคลซึ่งยึดถือทรัพย์ในฐานะผู้แทนผู้มีสิทธิครอบครองนั้น จะเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือเพื่อตนได้ ก็ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๑ โดยมาตรานี้ระบุไว้ชัดว่า ผู้นั้นต้องบอกกล่าวไปยังผู้มีสิทธิครอบครองว่าไม่เจตนาจะยึดถือทรัพย์สินแทนผู้ครอบครองต่อไป ฉะนั้น ถ้าผู้ยึดถือทรัพย์สินยังไม่ได้บอกกล่าวไปยังผู้ทรงสิทธิครอบครอง แม้ผู้นั้นจะเปลี่ยนเจตนายึดถือทรัพย์สินเพื่อตนเอง ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงฐานะยึดถือผู้แทนผู้มีสิทธิครอบครองได้ จึงไม่อาจถือได้ว่ามีการแย่งการครอบครอง กรณีจึงยังไม่อาจเริ่มนับระยะตามมาตรา ๑๓๗๕ จนกว่าผู้ยึดถือจะได้บอกกล่าวไปยังผู้ทรงสิทธิครอบครองก่อน คดีจึงมีประเด็นที่จะต้องพิจารณา ว่าจำเลยเข้าอยู่ในที่พิพาทโดยขออาศัยโจทก์หรือไม่ ถ้าจำเลยเข้าไปอยู่โดยขออาศัยโจทก์ จำเลยได้บอกกล่าวโจทก์ตามมาตรา ๑๓๘๑ หรือไม่ แล้วศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยอยู่ในที่พิพาทโดยฝ่ายโจทก์ให้จำเลยอาศัย และไม่มีข้อเท็จจริงให้ ถือได้ว่าจำเลยได้บอกกล่าวไปยังโจทก์ว่าจำเลยเจตนาจะไม่ยึดถือทรัพย์สินแทนโจทก์ต่อไป โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาท ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1649/2505 ร้อยตำรวจเอกสมัย เปี่ยมพงษ์สานต์ โจทก์ นางเกียว แซ่ลิ้มหรือแซ่แต้ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ร้อยตำรวจเอกสมัย เปี่ยมพงษ์สานต์ · จำเลย - นางเกียว แซ่ลิ้มหรือแซ่แต้
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สอาด นาวีเจริญ · สัญญา ธรรมศักดิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดระยอง - นายธรรมนิตย์ วิชยเนตินัย · ศาลอุทธรณ์ - นายประเทือง ชลายน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1712/2539ฎีกา 8551/2550ฎีกา 2649-2660/2530ฎีกา 356/2530ฎีกา 3375/2532ฎีกา 142/2492ฎีกา 4072/2528ฎีกา 2749/2538ฎีกา 945/2537ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1280/2492ฎีกา 817/2490ฎีกา 194/2543ฎีกา 2938/2519ฎีกา 2718/2538ฎีกา 5640/2541ฎีกา 1131/2502ฎีกา 7214/2538ฎีกา 6163/2537ฎีกา 805/2506ฎีกา 663/2488ฎีกา 546/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา