คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1904/2505
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ทนายความที่ได้รับมอบอำนาจให้บังคับคดีตามแบบพิมพ์ของกองหมาย ไม่มีอำนาจรับเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษา เว้นแต่ลูกหนี้มีเหตุอันควรเชื่อโดยสุจริตว่าทนายความมีอำนาจรับเงินนั้นได้ เนื่องจากผู้มอบอำนาจเคยแสดงออกว่ารับรู้การรับเงินนั้น.
ย่อคำพิพากษา
ทนายความซึ่งได้รับมอบอำนาจในการบังคับคดีตามใบมอบอำนาจที่กระทำตามแบบพิมพ์ของกองหมายนั้น ย่อมไม่มีอำนาจรับเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษา แต่ถ้าปรากฏว่า ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้เคยชำระหนี้ บางงวดแก่ทนายความผู้รับมอบอำนาจเล่นนั้น และผู้มอบอำนาจได้เคยแสดงออกว่า รับรู้ถึงการรับเงินนั้น ดังนี้ ย่อมมีเหตุอันควรที่จะทำให้ลูกหนี้ดังกล่าวเชื่อว่าทนายความผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจรับเงินชำระหนี้แทนผู้มอบอำนาจได้ ฉะนั้น ลูกหนี้ผู้ชำระหนี้แก่ทนายความผู้รับมอบอำนาจโดยสุจริตและโดยมีเหตุอันควรเชื่อเช่นนั้น ย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 822
(เรื่องใบมอบอำนาจตามแบบพิมพ์นี้ วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 4/2505)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษา แสดงว่า เจ้าพนักงาน บังคับคดีไม่มีสิทธิขายทอดตลาดบ้าเลขที่ ๒๑๒ ถ้ามิฉะนั้นก็ให้จำเลยที่ ๓ รับเงิน ๔,๓๐๐ บาทแล้วโอนบ้านนี้ให้แก่โจทก์ ถ้าไม่รับบ้านคืน ก็ให้จำเลยที่ ๑ - ๒ ใช้ค่าเสียหาย ๕๐,๐๐๐ บาท
จำเลยทั้ง ๓ ให้การต่อสู้หลายประการ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าเสียหาย ๒๕,๐๐๐ บาทพร้อมทั้งค่าธรรมเนียม แต่ให้ยกคำขอข้ออื่นที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ และคำขอที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒-๓ ให้ยกเสีย และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมแทนจำเลยที่ ๒ - ๓
โจทก์จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยที่ ๑ คนเดียวฎีกา
ศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า จำเลยที่ ๑ จะไม่ยอมรับรู้การชำระหนี้ที่จำเลยที่ ๒ กระทำไปได้หรือไม่ นั้น ว่าคดีนี้จำเลยที่ ๑ กล่าวในฎีกาว่าจำเลยที่ ๒ ในฐานะทนายความ ไม่มีสิทธิที่จะรับเงินจากโจทก์แทนจำเลยที่ ๑ และในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๑ ในชั้นบังคับคดี ก็มีหน้าที่นำเจ้าพนักงานไปยึดทรัพย์และไปขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดเท่านั้น หามีอำนาจรับชำระหนี้แล้วสลักหลังเวนคืนสัญญากู้ให้แก่โจทก์ไม่ การรับชำระหนี้ที่จำเลยที่ ๒ กระทำไปจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ ๑ ด้วย ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๒ ในฐานะทนายความว่าต่างจำเลยที่ ๑ จะมีสิทธิรับเงินจากลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ หรือไม่ก็ตาม แต่จำเลยที่ ๒ ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๑ ให้เป็นตัวแทนในชั้นบังคับคดีอีกด้วย และการเป็นตัวแทนในชั้นบังคับคดี โดยยื่นหนังสือต่อกองหมายตามแบบพิมพ์ของกองหมายซึ่งเรียกว่า "หนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์" หนังสือมอบอำนาจนี้ แม้มีมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้ถือว่า ไม่ได้มอบอำนาจให้รับเงินที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาชำระหนี้ในชั้นบังคับคดีด้วยก็ดี ก็ฟังเป็นยุติได้ระหว่างผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจกับกองหมายเท่านั้น คือ ไม่มีอำนาจรับเงินที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาชำระไว้แก่กองหมาย หากกองหมายยอมให้รับไป ก็ไม่ผูกพันผู้มอบอำนาจด้วย ส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกซึ่งรวมทั้งลูกหนี้ที่ถูกบังคับคดีด้วยนั้น โจทก์เคยชำระหนี้แก่จำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ แสดงออกว่ารับรู้ด้วยแล้ว โจทก์ก็มีเหตุอันสมควรที่จะเชื่อว่า จำเลยชำระหนี้ต่อมา ก็ชอบที่จะชำระแก่จำเลยที่ ๒ ได้ด้วย จำเลยที่ ๑ เคยแสดงออกว่ารับรู้แล้วจะมาปฏิเสธในตอนหลังเช่นนี้ แม้การนั้นจะไม่อยู่ในขอบอำนาจของจำเลยที่ ๒ ย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๘๒๒ โดยต้องถือว่าการนั้นอยู่ในอำนาจของจำเลยที่ ๒ ผู้เป็นตัวแทน ย่อมผูกพันจำเลยที่ ๑ ผู้เป็นตัวการให้ต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอก ฯลฯ พิพากษายืน ยกฎีกาของจำเลยที่ ๑
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1904/2505
นายเพี้ยน วิทูรจิตร โจทก์
นางมาลี ทรัพย์แสดง กับพวกรวม 3 คน จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายเพี้ยน วิทูรจิตร · จำเลย - นางมาลี ทรัพย์แสดง กับพวกรวม 3 คน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | การุณย์นราทร · อนุสสรนิติสาร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายแปล บุณยเกียรติ · ศาลอุทธรณ์ - นายเจน เวชศิลป์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา