⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 629/2505

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 629/2505

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดกรรมเดียว หากถูกฟ้องและลงโทษโดยศาลที่มีอำนาจแล้ว จะไม่สามารถฟ้องในความผิดเดียวกันนั้นอีกได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยชกต่อยราษฎรคนหนึ่ง ตำรวจเข้าจับจำเลย ๆ ต่อตำรวจนั้น 1 ที แล้วจำเลยถูกฟ้องต่อศาลทหารฐานทำร้ายร่างกายราษฎรกับตำรวจผู้นั้น และศาลทหารได้ลงโทษจำเลยแล้ว โจทก์จะแยกฟ้องจำเลยต่อศาล จังหวัดฐานต่อสู้ขัดขวาง เจ้าพนักงานอีกไม่ได้ เพราะจะทำให้จำเลยต้องรับโทษในกรรมเดียวกันซ้ำอีก และสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องต่อศาล ของโจทก์ก็ระงับไปแล้ว ฟ้องจึงเป็นฟ้องซ้ำ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยชกต่อยนายเต็กพุ่ย ในขณะที่พนักงานสอบสวนกับนายสิบตำรวจเอกพร้อมคุมตัวนายเต็กพุ่ยไป นายสิบตำรวจเอกพร้อมเข้าจับกุมจำเลย ๆ ชกต่อนายสิบตำรวจเอกพร้อม ๑ ที เป็นการต่อสู้ ขัดขวางเจ้าพนักงาน ขอให้ลงโทษ จำเลยปฏิเสธตลอดข้อหาและต่อสู้ว่า โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องซ้ำกับคดีของศาลทหาร เพราะเป็นมูลเดียวกัน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง เพราะเห็นว่าจำเลยกระทำผิดเป็นกรรมเดียววาระเดียวกัน แต่ผิดกฎหมายหลายบท จำเลยถูกฟ้องต่อศาลทหาร ฐานทำร้ายร่างกาย และศาลลงโทษแล้วจะมาแยกฟ้องฐานนี้อีกถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ ทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบก็ยังไม่พอฟังว่าจำเลยเจตนาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาว่า ไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะ จำเลยทำผิดสองสถาน ต่างบทต่างมาตรา ต่างกรรมต่างวาระ ทั้งความผิดฐานนี้ยังไม่มีคำพิพากษามาก่อน ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยต้องกันฟังได้ว่านายสิบตำรวจเอกพร้อมจับนายเต็กพุ่ยแล้ว เดินตามกันมาพร้อมด้วยพนักงานสอบสวนระหว่างทางจำเลยเข้ามาชกต่อยนายเต็กพุ่ย นายสิบตำรวจเอกพร้อม เข้าจับจำเลย ๆ ต่อยนายสิบตำรวจเอกพร้อม ๑ ที ต่อมาจำเลยถูกฟ้องต่อศาลทหารฐานทำร้ายร่างกายนายเต็กพุ่ยและนายสิบตำรวจเอกพร้อม และศาลทหารได้ลงโทษจำเลยไปแล้ว โจทก์กลับแยกฟ้องจำเลยฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานคดีนี้ต่อศาลจังหวัดกระบี่อีกสำนวนหนึ่ง ดังนี้เห็นว่า มาตรา ๙๐ แห่ง ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติว่า เมื่อการกระทำใดอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด ฉะนั้น ถ้าโจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำผิดกฎหมายบทใดบ้าง ก็ชอบที่จะฟ้องเสียในคราวเดียวกัน เพราะการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียววาระเดียว เมื่อจำเลยได้ถูกฟ้องและลงโทษไปแล้ว ดังนี้ โจทก์จะแยกฟ้องต่อศาลเดิมหรือต่างศาลกันอีกต่อไปไม่ได้ มิฉะนั้ จำเลยจะต้องรับโทษในกรรมเดียวซ้ำอีก เมื่อความผิดของจำเลยได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องต่อศาลของโจทก์จึงเป็นอันระงับ ฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ พิพากษายกฎีกาโจทก์ ยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 629/2505 อัยการจังหวัดกระบี่ โจทก์ นายดำรงค์ นพรัตน์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดกระบี่ · จำเลย - นายดำรงค์ นพรัตน์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สนิท สุมาวงศ์ · ประกอบ หุตะสิงห์ · เชื้อ คงคากุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกระบี่ - นายธวัช สิทธิชัย · ศาลอุทธรณ์ - นายนิคม ชัยอาญา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7217/2544ฎีกา 1656/2512ฎีกา 1514/2532ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 19406/2555ฎีกา 5305/2539ฎีกา 2100/2540ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1124/2496ฎีกา 1774/2536ฎีกา 1715/2545ฎีกา 633/2540ฎีกา 1398/2506ฎีกา 3911/2568ฎีกา 1331/2523ฎีกา 5487/2548ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1666/2521ฎีกา 1979/2521ฎีกา 1499/2531ฎีกา 801/2503ฎีกา 70/2489ฎีกา 9076/2558ฎีกา 7194/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา