⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1089/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1089/2506

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโรงเรือนพิพาทเป็นของจำเลยร่วม โจทก์ซึ่งอ้างว่าจำเลยอาศัยอยู่โดยไม่ได้รับอนุญาต ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย เพราะอำนาจดังกล่าวเป็นของเจ้าของทรัพย์สิน. * จำเลยที่อ้างว่าโรงเรือนพิพาทปลูกก่อนตนเช่าที่ดินจากเจ้าของที่ดิน ย่อมไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ และหากการที่โจทก์อยู่ในที่ดินเป็นการละเมิด ก็เป็นการละเมิดต่อเจ้าของที่ดิน ไม่ใช่ต่อจำเลย.

ย่อคำพิพากษา

(1) เมื่อปรากฎว่าจำเลยเดิมให้การว่าเรือนพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นของจำเลยร่วมและจำเลยร่วมก็อ้างว่าเป็นของตน การสร้างก็ดี การให้จำเลยอาศัยก็ดี โจทก์ทำแทนจำเลยร่วมทั้งสิ้น ดังนี้ ย่อมไม่ขัดกับข้อต่อสู้ของจำเลยเดิม อนึ่งเมื่อจำเลยเดิมให้การว่า ที่ดินที่ปลูกเรือนนั้นจำเลยร่วมเช่าจากวัดป่าประดู่ และจำเลยร่วมก็อ้างอย่างเดียวกัน เช่นนี้ ย่อมไม่ถือว่าจำเลยร่วมใช้สิทธิขัดกับสิทธิของจำเลยเดิม (2) ในฟ้องแย้งจำเลยอ้างว่าโรงเรือนรายพิพาทปลูกก่อนจำเลยเช่าที่ดินจากเจ้าของที่ดิน ดังนี้โจทก์จำเลยย่อมไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน และการที่โจทก์อยู่ในที่ดิน หากจะเป็นละเมิด ก็ละเมิดต่อเจ้าของที่ดิน ไม่ใช่ต่อจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่โจทก์ จึงไม่มีเหตุจะต้องพิจารณาฟ้องแย้งของจำเลย (3) ในกรณีที่จำเลยต่อสู้ว่าโรงเรือนพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นของจำเลยร่วม และจำเลยร่วมได้ขอต่อสู้คดีกับโจทก์ดังกล่าวในข้อ (1) (2) ถ้าข้อเท็จจริงฟังได้ดังฝ่ายจำเลยต่อสู้ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย เพราะอำนาจเหล่านี้เป็นของเจ้าของทรัพย์ ฉะนั้น การที่ศาลล่างให้จำเลยแพ้คดีโดยอ้างว่าจำเลยอาศัยโจทก์โดยไม่วินิจฉัยว่าโรงเรือนเป็นของโจทก์หรือของจำเลยร่วมจึงไม่ชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.58 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านที่ขออาศัย จำเลยให้การต่อสู้และฟ้องแย้งให้โจทก์รื้อโรงเรือนออกไป โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าจำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้งให้ริ้อโรงเรือน นางหวาน วิชญกุล ขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยออกจากโรงเรือนและใช้ค่าเสียหาย จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้วกล่าวว่า จำเลยร่วมอ้างว่าโรงเรือนที่โจทก์อ้างว่าเป็นของโจทก์และฟ้องขับไล่จำเลยนั้นความจริงเป็นโรงเรือนของจำเลยร่วม การสร้างโรงเรือนก็ดี การให้จำเลยอาศัยก็ดี โจทก์เป็นผู้ทำแทนจำเลยร่วมทั้งสิ้น ข้อต่อสู้ของจำเลยร่วมดังกล่าวนี้ ไม่ขัดกับข้อต่อสู้ของจำเลยเดิม เพราะจำเลยเดิมก็ให้การต่อสู้ว่าโรงเรือนไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นของจำเลยร่วม ส่วนข้อที่จำเลยร่วมอ้างว่าโรงเรือนรายนี้ปลูกอยู่ในที่ดินที่จำเลยร่วมเช่าจากวัดป่าประดู่ จำเลยเดิมให้การต่อสู้ว่าที่ดินที่ปลูกเรือนนั้น จำเลยร่วมเช่าจากวัดป่าประดู่ จึงไม่ขัดแย้งกัน ส่วนข้อที่จำเลยเดิมอ้างว่าเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๐๑ จำเลยร่วมยินยอมให้ จำเลยเช่าที่ดินจากวัดประดู่เฉพาะที่ปลูกโรงเรือนพิพาทสองห้องนั้น จำเลยร่วมมิได้กล่าวถึงข้อความเกี่ยวข้องกับข้อต่อสู้ข้อนี้ของจำเลยเดิมอย่างไร จึงไม่ถือว่าจำเลยร่วมใช้สิทธิขัดกับสิทธิของจำเลยเดิม อันเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๘ วรรค ๒ ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย คดีนี้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เป็นจำเลยร่วม และได้ดำเนินการพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว คดีของจำเลยร่วมควรได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทด้วย ตามฟ้องแย้งของจำเลยอ้างว่าโรงเรือนพิพาทปลูกมาก่อนจำเลยเช่าที่ดินจากเจ้าของที่ดิน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าโจทก์จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน และการที่โจทก์อยู่ในที่ดินหากเป็นการอยู่โดยละเมิด ก็เป็นการทำละเมิดต่อเจ้าของที่ดิน ฉะนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่ได้ คดีจึงไม่มีเหตุจะให้ศาลล่างพิจารณาฟ้องแย้งของจำเลยต่อไป ข้อที่ ศาลล่างพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี โดยอ้างว่าจำเลยอาศัยโรงเรือนพิพาทจากโจทก์ และไม่วินิจฉัยว่า โรงเรือนพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยร่วมนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยต่อสู้อยู่ว่าโรงเรือนพิพาทมิใช่ของโจทก์ แต่เป็นของนางหวาย วิชญกุล และนางหวาน วิชญกุล ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมต่อสู้คดีกับโจทก์ดังที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยมาแล้ว หากข้อเท็จจริงฟังได้ดังข้อต่อสู้ของจำเลยและจำเลยร่วม โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ จำเลยและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ เพราะอำนาจฟ้องขับไล่หรือให้ผู้ใดอยู่ในทรัพย์เป็นเจ้าของทรัพย์ตลอดจนการฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกี่ยวกับทรัพย์นั้น ฉะนั้น สำหรับคดีนี้ที่ศาลล่างไม่วินิจฉัยว่าโรงเรือนรายพิพาทเป็นของใครเสียก่อนจึงไม่ชอบ พิพากษาแก้ให้ยกคำพิพากษาศาลล่าง นอกจากที่พิพาทยกฟ้องแย้งของจำเลยย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ นอกจากส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1089/2506 สิบตำรวจโทบัณฑิตย์ วิชญกุล โจทก์ นายชวน ยิ้มชลิบ จำเลย นางหวาย วิชญกุล จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - สิบตำรวจโทบัณฑิตย์ วิชญกุล · จำเลย - นายชวน ยิ้มชลิบ · จำเลยร่วม - นางหวาย วิชญกุล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สวิง ลัดพลี · สอาด นาวีเจริญ · เสนอ บุณยเกียรติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดระยอง - นายเอิม บุตสาระ · ศาลอุทธรณ์ - นายสวัสดิ์ นราภิรมย์ขวัญ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 1452/2511ฎีกา 1342/2509ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7903/2568ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1687/2497ฎีกา 689/2531ฎีกา 960/2485
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา