คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1117/2506
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ในคดีไม่มีทุนทรัพย์ที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาจะวินิจฉัยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เท่านั้น หากศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยข้อเท็จจริงใดเพราะต้องห้ามอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงนั้นจะถือว่ามิได้ว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาจะไม่วินิจฉัยให้
ย่อคำพิพากษา
คดีไม่มีทุนทรัพย์ (คดีฟ้องขับไล่) ที่ต้องห้ามอุทธรณ์ ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น แม้จะไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย ศาลฎีกาก็รับพิจารณาข้อเท็จจริงที่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์เท่านั้น
ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยข้อเท็จจริงให้เพราะต้องห้ามอุทธรณ์ ต้องถือว่าข้อเท็จจริงนั้นมิได้ว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ แม้คดีจะฎีกาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาก็ไม่วินิจฉัยข้อเท็จจริงนี้ให้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่เช่า ค่าเช่าปีละ ๑๒๐ บาท โดยมิได้เรียกค่าเช่าและค่าเสียหาย จำเลยต่อสู้ว่าได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า ฯ และต่อสู้ในข้ออื่น ๆ
ก่อนสืบพยาน โจทก์จำเลยรับกันมีใจความสำคัญข้อหนึ่งว่า "โจทก์จำเลยรับว่า จำเลยได้ใช้บ้านนี้ทำการค้าติดต่อกันเป็นเวลา ๓ ปี และเสียภาษีการค้าด้วย แต่จำเลยเลิกตลอดมา และจำเลยอยู่อาศัยในบ้านนี้มาจนทุกวันนี้ ๗-๘ ปี แล้ว จำเลยเลิกเพราะไม่สามารถทำการค้าและไม่มีคนมาซื้อ " แล้วขอให้ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าหรือไม่ ประเด็นอื่น ๆ ไม่ติดใจและไม่ติดใจสืบพยานต่อไป
ศาลจังหวัดเพ็ชรบุรีเห็นว่า การที่จำเลยเปลี่ยนแปลงเจตนาเดิมมาเป็นที่อยู่อาศัยไม่ปรากฎว่าโจทก์ได้รู้เห็นยินยอมด้วย จำเลยไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า ฯ ให้ขับไล่จำเลย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า หลังจากจำเลยเลิกทำการค้าแล้ว โจทก์คงยอมให้จำเลยใช้บ้านเป็นที่อยู่อาศัย เป็นการเปลี่ยนเจตนาการเช่ามาเป็นเพื่ออยู่อาศัยนั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ให้ คงพิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แล้วว่า ไม่ปรากฎว่าโจทก์ได้รู้เห็นยินยอมกับการที่จำเลยเปลี่ยนเจตนาการเช่านั้นเป็นการวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยอุทธรณ์ในข้อนี้ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ นั้นชอบแล้ว เมื่อจำเลยฎีกาก็ยกปัญหานี้ขึ้นมาอีก ศาลฎีกาเห็นว่า ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้มาแล้วเพราะต้องห้าม จึงต้องถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒+ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้
คงพิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1117/2506
นายยิม ชาติน้ำเพชร โจทก์
นายแจ แซ่แต้ ที่ 1 นางม่วย แซ่แต้ ที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายยิม ชาติน้ำเพชร · จำเลย - นายแจ แซ่แต้ ที่ 1 นางม่วย แซ่แต้ ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สำราญ ศิริพันธ์ · ชวน สิงหลกะ · คร้าม สิวายะวิโรจน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายประมวล สุวรรณจินดา · ศาลอุทธรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา