⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1321/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1321/2506

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในการใช้น้ำในลำเหมืองที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ถือว่ามีผลสมบูรณ์ แม้จะมีการบันทึกว่าจะไปลงสารบบความแพ่งเพื่อเป็นหลักฐานต่อไปก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

เอกสารที่ถือว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์ขุดลำเหมืองจากทางน้ำเพื่อส่งน้ำไปใช้ในการทำนา เมื่อที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่ไม่เกินสองร้อยไร่ โจทก์ก็ไม่จำต้องขอและได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เสียก่อนตามพระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ. 2482 มาตรา 7 และเมื่อลำเหมืองนี้ผ่านที่ดินซึ่งจำเลยเข้าจับจอง จำเลยถมเหมืองเสีย แล้วโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยยอมเปิดเหมืองให้โจทก์ใช้น้ำได้ ตามปกติ ดังนี้ จำเลยจะอ้างว่า โจทก์ขุดเหมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมีลำเหมืองเป็นวัตถุประสงค์ผิดกฎหมาย เป็นโมฆะ ย่อมฟังไม่ขึ้น แม้ในตอนท้ายของสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ปลัดอำเภอผู้ทำสัญญาจะได้บันทึกไว้ด้วยว่าคู่กรณียอมไปอำเภอเพื่อลงสารบบความแพ่งเพื่อเป็นหลักฐานต่อไป ก็มิได้หมายความว่า ต้องไปลงสารบบเสียก่อน สัญญาจึงจะสมบูรณ์และการที่เมื่อไปอำเภอกันแล้วจำเลยเกิดไม่ยอม ปลัดอำเภอจึงจำหน่ายคดีจากสารบบ และบันทีกว่าเปรียบเทียบไม่ตกลงนั้น ก็ไม่ทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความเสียไป

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.113 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850 พระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482 ม.2 พระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482 ม.7

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ได้ความว่า โจทก์มีที่นาประมาณ ๑๖๐ ไร่ แบ่งให้บุตร ๔ คน ซึ่งมีนางฉาบ รวมอยู่ด้วยทำกิน ในการทำนาในที่นี้ โจทก์และบุตรได้จ้างคนขุดลำเหมืองจากลำน้ำบง ซึ่งอยู่ตอนเหนือมาสู่ที่ดินโจทก์ โดยผ่านที่ดินซึ่งต่อมาในภายหลังเป็นของจำเลย เมื่อจำเลยเข้าจับจองที่ดินซึ่งมีลำเหมืองของโจทก์ไหลผ่าน จำเลยจึงถมลำเหมืองเสีย โจทก์จึงไปร้องต่ออำเภอ นายเรียนปลัดอำเภอออกไปตรวจที่พิพาทตามความประสงค์ของโจทก์ จำเลย แล้วบันทึกเอกสาร จ.๑ มีข้อความตอนต้นเกี่ยวกับการสอบถามคู่กรณี แล้วถึงข้อความสำคัญว่า "เมื่อได้ไกล่เกลี่ยแล้ว ได้ตกลงกันดังนี้ นายเภาตกลงยกที่ดินฝั่งตะวันออกของเหมืองทั้งหมดให้เป็นของนางฉาบ แล้วขอที่ดินนางฉาบ ๕ ไร่ และจะแบ่งน้ำให้นางฉาบ นายหมวก ๑ ส่วน นายเภากับพวก ๒ ส่วน นางฉาบตกลงยกที่ดินให้นางเภา ๕ ไร่ แล้วขอที่ดินฝั่งตะวันออกของเหมืองซึ่งเป็นของนายเภาทั้งหมดเป็นของตน และขอน้ำเหมือง ๑ ใน ๒ ส่วน นายหมวกตกลงตามที่กล่าวข้างบนนี้ ตามความตกลงของนายเภาและนางฉาบ ที่ดินตรงที่นายเภาถมนี้ นายเภอไม่ต้องถมให้ ทั้งสามคนยอมไปอำเภอเพื่อลงสารบบความแพ่ง เพื่อเป็นหลักฐานต่อไป ฯลฯ ต่อจากนั้นลงลายมือชื่อโจทก์จำเลย นางฉาบ นายเรียนและพยานครั้นต่อมาเมื่อโจทก์จำเลยไปอำเภอแล้วจำเลยเกิดไม่ยอม นายเรียนจึงจำหน่ายคดีจากสารบบและบันทึกว่าเปรียบเทียบไม่ตกลง ศาลชั้นต้นเห็นว่า ในที่สุดให้จำหน่ายคดีจากสารบบ ถือได้ว่าคู่ความได้ตกลงยกเลิกข้อตกลงต่าง ๆ หมดแล้ว ไม่มีผลบังคับ ข้อตกลงตามเอกสาร จ.๑ ที่โจทก์อ้างว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เป็นบันทึกข้อตกลงเมื่อต้นของโจทก์จำเลยเพื่อนำไปสู่การประนีประนอมชั้นอำเภอเท่านั้น พิพากษาฟ้องโจทก์ (ที่ขอให้บังคับให้จำเลยเปิดลำเหมืองตามสัญญายอม) โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเอกสาร จ.๑ เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วพิพากษากลับ ให้จำเลยเปิดลำเหมืองให้โจทก์รับน้ำตามสภาพเดิม ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ขออนุญาตทำเหมืองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นการผิดกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น มาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ.๒๔๘๒ บัญญัติว่า ผู้ใดจะทำการชลประทานส่วนบุคคล จะต้องขอและได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เสียก่อน เว้นแต่จะได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่เนื้อที่ไม่เกิน ๒๐๐ ไร่ ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า โจทก์ขุดลำเหมืองพิพาทมาสู่ที่ดินของโจทก์ซึ่งมีเนื้อที่เพียง ๑๖๐ ไร่ จึงไม่ต้องขอและได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ การขุดลำเหมืองของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ที่จำเลยฎีกาด้วยว่า โจทก์ขุดลำเหมืองพิพาทโดยไม่ได้รับอนุญาตสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมีลำเหมืองเป็นวัตถุประสงค์ผิดกฎหมายเป็นโมฆะนั้น ก็ตกไปด้วย ที่จำเลยฎีกาว่า เอกสาร จ.๑ ไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เห็นว่าเอกสารนี้ทำโดยนายเรียนปลัดอำเภอซึ่งออกไปตรวจที่พิพาท ตอนต้นได้บันทึกความประสงค์ของโจทก์จำเลย แล้วจึงใช้ถ้อยคำว่า "เมื่อได้ไกล่เกลี่ยแล้ว ได้ตกลงกันดังนี้" ต่อมาก็ได้ระบุข้อตกลงของโจทก์จำเลยโดยชัดแจ้ง แล้วโจทก์จำเลยได้ลงชื่อต่อหน้านายเรียนและพยาน เอกสารจ.๑ นี้เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๐ แล้ว แม้ตอนท้ายสัญญาจะมีข้อความว่า คู่กรณียอมไปอำเภอเพื่อลงสารบบความแพ่งเพื่อเป็นหลักฐานต่อไปก็เห็นได้ชัดว่านายเรียนนัดให้โจทก์จำเลยไปอำเภออีกครั้งเพื่อไปสารบบความแพ่งของอำเภอให้เป็นหลักฐานตามระเบียบราชการเท่านั้น และการที่ไปอำเภอแล้วจำเลยเกิดไม่ยอม นายเรียนจึงจำหน่ายคดีจากสารบบ และบันทึกว่าเปรียบเทียบไม่ตกลงนั้น เป็นความคิดของนายเรียนเอง หาทำให้สัญญายอมซึ่งสมบูรณ์อยู่แล้วเสียไปไม่ ผลที่สุดพิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1321/2506 นายหมวก ตะกรุดเงิน โจทก์ นายเภา โตมานิตย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายหมวก ตะกรุดเงิน · จำเลย - นายเภา โตมานิตย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สวิง ลัดพลี · สอาด นาวีเจริญ · เจน เวชศิลป์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ - นายวินัย ศิริชุมแสง · ศาลอุทธรณ์ - นายประภาษ วณิกเกียรติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3245/2534ฎีกา 2335/2551ฎีกา 1000/2505ฎีกา 548/2522ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 3583/2524ฎีกา 2657/2534ฎีกา 7051/2540ฎีกา 898/2534ฎีกา 8207/2538ฎีกา 3024/2528ฎีกา 953/2505ฎีกา 3053/2527ฎีกา 1225-1235/2530ฎีกา 174/2538ฎีกา 2635/2527ฎีกา 5712/2545ฎีกา 9326-9327/2544ฎีกา 380/2530ฎีกา 2157/2543ฎีกา 3115/2529ฎีกา 718/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา