⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 498/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 498/2506

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การนำสืบถึงความเป็นมาของจำนวนเงินกู้ตามสัญญา ไม่ถือเป็นการนำสืบนอกประเด็น ผู้ที่ลงชื่อในช่องผู้ให้กู้ยืมร่วมกับผู้ให้กู้ที่แท้จริง ถือเป็นคู่สัญญามีอำนาจฟ้องเรียกเงินกู้ได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ไป 5,000 บาท แล้วนำสืบว่าจำเลยเคยยืมเงินโจทก์ที่ 1 บิดาโจทก์ที่ 2 ไป 2,800 บาท ไม่ได้ทำสัญญากัน ต่อมาขอยืมอีก โจทก์ที่ 1 ให้ถามโจทก์ที่ 2 ดู โจทก์ที่ 2 ให้ยืมและได้เขียนสัญญากู้กันเป็นเงิน 5,000 บาท และโจทก์ที่ 2 ได้จ่ายเงินอีก 2,200 บาท ให้จำเลยไปแล้ว ดังนี้ แม้จะมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์มาก่อน 2,800 บาท แต่ก็เป็นเรื่องโจทก์นำสืบถึงความเป็นมาของจำนวนเงินกู้ตามสัญญา จึงไม่เป็นการนำสืบนอกประเด็น แม้ในสัญญากู้ดังกล่าวนั้นจะมิได้ระบุว่าได้ทำสัญญาให้ไว้แก่โจทก์ที่ 2 ด้วย แต่ในช่องผู้ให้กู้ยืม คือเจ้าของเงินนั้น โจทก์ที่ 2 ได้ลงชื่อร่วมกับโจทก์ที่ 1 ด้วย ถือได้ว่าโจทก์ที่ 2 เป็นคู่สัญญากับจำเลยด้วย มีอำนาจฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.87 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ไปเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๐๑ เป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท ได้รับเงินไปเสร็จแล้ว ปรากฏตามสัญญากู้ท้ายฟ้อง จำเลยไม่ชำระเงินกู้พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลย จำเลยให้การต่อสู้ว่า ได้ทำสัญญาท้ายฟ้องกับโจทก์จริง แต่รับเงินไป ๒,๒๐๐ บาท ส่วนอีก ๒,๘๐๐ บาทนั้นคิดเป็นดอกเบี้ยล่วงหน้าเข้าไว้ด้วยแล้ว ทั้งนี้ เนื่องจากตามเจตนาแท้จริงได้ตกลงกันไว้ว่าให้ที่ดินเป็นประกันเงินกู้หลุดเป็นสิทธิตีใช้หนี้โจทก์ แต่ถ้าจำเลยเอาที่ดินคืนหรือเนื้อที่ไม่ได้ตามที่เอาประกันไว้ โจทก์จะเอาดอกเบี้ย ๒,๘๐๐ บาทพร้อมด้วยเงินต้นคืน ต่อมาที่ดินเนื้อที่น้อยลง โจทก์ไม่เอาที่ดินมาฟ้องเอาต้นเงินเกินความจริง โจทก์ที่ ๒ มิได้เป็นคู่สัญญากับจำเลย ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินกู้แก่โจทก์ ๕,๐๐๐ บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเคยยืมเงินโจทก์ที่ ๑ ผู้เป็นบิดาโจทก์ที่ ๒ ไป ๒,๘๐๐ บาท ไม่ได้ทำสัญญากัน ต่อมาจำเลยมาขอยืมเงินโจทก์ที่ ๑ อีก โจทก์ที่ ๑ ไม่มีว่าให้ถามโจทก์ที่ ๒ ดู โจทก์ที่ ๒ ว่ามี แต่ต้องทำสัญญาจึงจะให้ยืม จำเลยก็ตกลงยืมและได้เขียนสัญญากู้กันเป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท และโจทก์ที่ ๒ ได้จ่ายเงินอีก ๒,๒๐๐ บาท ให้จำเลยไป ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ที่ ๒ ไม่ใช่คู่สัญญา ไม่มีอำนาจฟ้อง (สัญญากู้ท้ายฟ้อง มีข้อความตอนต้นว่า จำเลยได้ทำหนังสือกู้ยืมเงินให้ไว้แก่โจทก์ที่ ๑ แต่ในช่องผู้ให้กู้ยืมเงินท้ายสัญญา มีลายมือชื่อโจทก์ทั้งสอง) นั้น เห็นว่า ตามสัญญากู้ในช่องผู้ให้กู้ยืม คือ เจ้าของเงินนั้นโจทก์ที่ ๒ ได้ลงชื่อไว้แล้ว จึงถือได้ว่าเป็นคู่สัญญากับจำเลยนั้น ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายในฟ้องว่าจำเลยเคยกู้เงินโจทก์มาก่อน ๒,๘๐๐ บาท โจทก์จะนำสืบไม่ได้ เป็นการนอกประเด็นนั้น เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องโจทก์นำสืบถึงความเป็นมาของจำนวนเงินกู้ตามที่ปรากฏในสัญญา โจทก์จึงนำสืบได้ หาใช่นอกประเด็นไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 498/2506 นายนา จันทร์ทอง ที่ 1 นางเยื้อง จันทร์ทอง (หม้าย) ที่ 2 โจทก์ นายห้อย ฤทธิเกษร ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายนา จันทร์ทอง ที่ 1 นางเยื้อง จันทร์ทอง (หม้าย) ที่ 2 · ล. - นายห้อย ฤทธิเกษร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สำราญ ศิริพันธ์ · ชวน สิงหลกะ · คร้าม สิวายะวิโรจน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชุมพร - นายปรีชา วิลาวรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายลออง จุลกะเศียน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 767/2518ฎีกา 681/2506ฎีกา 610/2520ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1452/2511ฎีกา 2307/2518ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 2732/2534ฎีกา 1415/2540ฎีกา 272/2490ฎีกา 3542/2545ฎีกา 199/2537ฎีกา 149/2526ฎีกา 6105/2531ฎีกา 794/2509ฎีกา 56/2520ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 2657/2534ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 306/2506ฎีกา 4007/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา