คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 700/2506
ย่อคำพิพากษา
คำเบิกความของจำเลยเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย เพราะการวินิจฉัยว่าเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ มิได้อาศัยจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบว่าจริงหรือไม่ แต่เป็นความเห็นของศาลเองที่จะต้องวินิจฉัยถึงประเด็นในคดีที่เป็นข้อพิพาท ประกอบด้วยหลักกฎหมาย แล้วจึงชี้ขาดว่าสำคัญหรือไม่สำคัญ คู่ความจะนำสืบโต้เถียงกันว่าสำคัญหรือไม่สำคัญเสียเองหาได้ไม่
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 1/2506)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้ฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งดำที่ ๑๑๘/๒๕๐๐ เลขแดงที่ ๑๒๕/๒๕๐๐ เรื่องบังคบจำนอง แล้วจำเลยที่ ๑ เบิกความเป็นพยานตอนหนึ่งว่า "ฟ้องของโจทก์เป็นความจริงทุกประการ เวลานี้จำเลยอพยพไปอยู่แห่งหนตำบลใดไม่ทราบ" จำเลยที่ ๒ เบิกความตอนหนึ่งว่า "ปัจจุบันที่ดินแปลงนี้มีราคาไร่ละไม่เกินเจ็ดร้อยบาท เพราะเป็นนาไม่ใช่ชั้นดี ซื้อขายกันราวเจ็ดร้อยบาทนาแถวนี้" คำเบิกความดังกล่าวเป็นเท็จ ความจริง จำเลยที่ ๑ ทราบดีว่าโจทก์มีภูมิลำเนาตามที่ปรากฏในคดีนี้ และจำเลยที่ ๒ ทราบดีว่า นาพิพาทเป็นนาชั้นดี มีราคาสูงกว่าที่โจทก์เป็นหนี้จำนองเป็นอันมาก คำเบิกความดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดีแพ่ง ทำให้ศาลเชื่อว่าเป็นความจริง และพิพากษาให้ที่ดินของโจทก์หลุดเป็นสิทธิแก่จำเลยที่ ๑ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗, ๑๘๐, ๘๓
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า ข้อความที่จำเลยเบิกความว่า "โจทก์อพยพไปอยู่แห่งหนตำบลใดไม่ทราบ" นั้นหาใช่ข้อสำคัญในคดีไม่ เพราะคดีแพ่งนั้น ศาลสั่งว่าโจทก์ขาดนัดแล้ว จำเลยจะเบิกความถึงเรื่องที่อยู่ของโจทก์หรือไม่เบิกความ ก็หาทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลงไปไม่ ในชั้นสืบพยานคดีแพ่ง ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำนองจริงหรือไม่ กรณีเข้าเงื่อนไขในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๙ หรือไม่เท่านั้น หาเกี่ยวแก่ภูมิลำเนาของจำเลยในคดีนั้นไม่ ส่วนข้อที่หาว่าเบิกความเท็จเรื่องราคาที่ดินเป็นเรื่องของการกะประมาณแต่ละคนไป เห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้องโจทก์
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำเบิกความของจำเลยดังกล่าวไม่ใช่ข้อสำคัญในคดีที่จำเลยเบิกความก็ดี ที่โจทก์ฎีกาว่า เป็นข้อสำคัญในคดีก้ดี เป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ศาลฎีกาปรึกษาโดยที่ประชุมใหญ่แล้วมีมติว่า เป็นปัญหาข้อกฎหมาย เพราะการวินิจฉัยว่าเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ มิได้อาศัยจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบว่าจริงหรือไม่จริง แต่เป็นความเห็นของศาลเองที่จะต้องวินิจฉัยถึงประเด็นในคดีที่เป็นข้อพิพาท ประกอบด้วยหลักกฎหมาย แล้วจึงชี้ขาดว่าสำคัญหรือไม่สำคัญ คู่ความจะนำสืบโต้เถียงกันว่าสำคัญหรือไม่สำคัญเสียเองหาได้ไม่
เมื่อวินิจฉัยว่าฎีกาโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยต่อไปว่าคำเลบิกความของจำเลยที่ว่าไม่ทราบที่อยู่ของโจทก์นั้นเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ ในคดีแพ่งที่จำเลยฟ้องโจทก์บังคับจำนองเอาที่ดินหลุดเป็นสิทธินั้น ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยในคดีนั้นขาดนัดยื่นคำให้การเสียแล้ว ให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ประเด็นที่จะนำสืบต่อไปมีแต่เรื่องการจำนองที่ดินเท่านั้นว่า โจทก์ชอบที่จะเรียกเอาทรัพย์จำนองหลุดได้หรือไม่ โดยมีข้อวินิจฉัยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๙ ส่วนเรื่องที่ว่าจำเลยในคดีนั้นอยู่ที่ไหน โจทก์รู้หรือไม่ ไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเลย โจทก์จะไม่เบิกความถึงเสียเลยก็ได้ ไม่ทำให้คดีของโจทก์แพ้หรือชนะในข้อนี้แต่อย่างใด จึงวินิจฉัยได้ว่าไม่เป็นข้อสำคัญแห่งคดี
ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาเรื่องราคานาต่อมาอีกนั้น ข้อนี้ศาลอุทธรณ์ฟังว่า จำเลยที่ ๒ มิได้เบิกความเท็จ โจทก์โต้เถียงจะให้เป็นข้อกฎหมาย อ้างว่าศาลอุทธรณ์พิจารณาผิดข้อเท็จจริง ซึ่งที่แท้จะให้เชื่อพยานโจทก์ว่านาพิพาทมีราคาถึง ๒,๐๐๐ บาท เป็นการเถียงข้อเท็จจริงนั่นเอง โจทก์ฎีกาในข้อนี้ไม่ได้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 700/2506
นางสนิท ปินทวานิช โจทก์
นายเพิ่ม สุขประสงค์ ที่ 1 นายชั้น สำราญสุข ที่ 2 ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางสนิท ปินทวานิช · ล. - นายเพิ่ม สุขประสงค์ ที่ 1 นายชั้น สำราญสุข ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พจน์ ปุษปาคม · บริรักษ์จรรยาวัตร · จิตติ ติงศภัทิย์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา - นายเชิญ สินธุนาวา · ศาลอุทธรณ์ - หลวงวิชัยนิตินาท |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา