คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 109-111/2507
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- หนังสือสัญญากู้ที่ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย มีผลเพียงจะนำมาแสดงเป็นพยานหลักฐานต่อศาลไม่ได้เท่านั้น แต่ยังคงใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้ และหากจำเลยยอมรับว่าต้นฉบับเอกสารเป็นของตนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยต้นฉบับเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานอีกต่อไป
ย่อคำพิพากษา
ฟ้องว่าโจทก์จำเลยและคนอื่นเล่นแชร์เปียหวยกัน โดยมี ส.เป็นนายวง จำเลยประมูลแชร์ไปแล้วและโจทก์ลงแชร์ในเดือนที่จำเลยประมูลไป 2,000 บาท จำเลยได้ทำหนังสือให้โจทก์ยึดถือไว้มีใจความว่า ได้กู้ยืมเงินโจทก์ไป 2,000 บาท ต่อมาแชร์วงนี้เลิกล้มกลางคัน โจทก์ทวงถามให้ให้จำเลยชำระเงินตามสัญญนั้น จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยให้จำเลยใช้เงิน 2,000 บาทแก่โจทก์ ดังนี้ การที่ศาลวินิจฉัยว่า ส.เป็นตัวแทนของจำเลยไปเก็บเงินจากโจทก์มามอบให้จำเลยตามวิธีการของการเล่นแชร์ เท่ากับจำเลยได้รับเงินไปจากโจทก์แล้วนั้น ถือไม่ได้ว่าวินิจฉัยผิดประเด็น
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้อง และตามหนังสือกู้ยืมนั้น แสดงว่าจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์โดยตรง ส่วนนายวงแชร์เป็นเพียงผู้ค้ำประกันเท่านั้นแล้ว เมื่อจำเลยยังไม่ได้ชำระเงินให้โจทก์เพราะแชร์ล้มเสียกลางคันจำเลยก็ต้องใช้เงินให้โจทก์
หนังสือสัญญากู้ซึ่งยังมิได้ปิดแสตมป์ให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร มีผลเพียงจะนำมาแสดงเป็นพยานหลักฐานให้ศาลรับฟังยังไม่ได้เท่านั้น มิได้หมายความว่าจะใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมไม่ได้ด้วย
หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือดังที่กล่าวไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรค 1 นั้น ไม่ได้หมายถึงว่าในขณะยื่นฟ้องจะต้องเป็นหนังสือที่ใช้เป็นพยานหลักฐานได้ด้วย
โจทก์แนบสำเนาหนังสือสัญญากู้มาท้ายฟ้องแล้วยื่นต้นฉบับในชั้นพิจารณา เมื่อจำเลยรับว่าต้นฉบับเอกสารนี้เป็นเอกสารของตนจริงแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยต้นฉบับเอกสารนี้เป็นพยานหลักฐานในคดีอีก ฉะนั้น หากว่าเอกสารนี้จะไม่ได้เสียอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ก็ไม่ทำให้จำเลยพ้นความรับผิดในการต้องใช้เงินตามเอกสาร
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ฟ้อง ๓ สำนวนนี้มีใจความว่าโจทก์จำเลยและคนอื่นรวม ๑๖ คนเล่นแชร์เปียหวยกัน โดยนายลั่ง แซ่หยิ่วเป็นนายวง จำเลยแต่ละคนได้ประมูลแชร์ไปแล้ว โจทก์ลงแชร์ในเดือนที่จำเลยประมูลไป ๒,๐๐๐ บาท จำเลยได้ทำหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยให้โจทก์ยึดถือไว้มีใจความว่า ได้กู้ยืมเงินของโจทก์ไป ๒,๐๐๐ บาท (นายลั่งลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกัน) ต่อมาแชร์วงนี้เลิกล้มกลางคัน โจทก์ทวงถาม จำเลยไม่ชำระเงินให้โจทก์ตามสัญญา ขอให้บังคับให้จำเลยแต่ละคนใช้เงิน ๒,๐๐๐ บาทแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดี
ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยมีความผูกพันจะต้องลงแชร์ให้ผู้ที่ยังไม่ได้ประมูลไปทุก ๆ เดือน ๆ ละ ๒,๐๐๐ บาท จนครบผู้เล่น แม้นายลั่งจะหลบหนี ไม่มีการประมูลแชร์กันอีกก็ตาม โจทก์ก็มีสิทธิจะได้รับเงินแชร์ที่จำเลยได้รับไปแล้ว จึงมีสิทธิฟ้องเรียกจากจำเลยได้ พิพากษาให้จำเลยแต่คดีใช้เงินให้โจทก์คดีละ ๒,๐๐๐ บาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาในข้อกฎหมาย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
๑.ตามฟ้องเป็นการบรรยายแสดงให้เห็นว่ามูลหนี้รายนี้เนื่องมาจากการเล่นแชร์เปียหวย ฉะนั้น การที่ศาลวินิจฉัยว่า นายลั่งนายวงแชร์เป็นตัวแทนของจำเลยไปเก็บเงินจากโจทก์มามอบให้จำเลยตามวิธีการของการเล่นแชร์เท่ากับจำเลยได้รับเงินไปจากโจทก์แล้วนั้น ถือไม่ได้ว่าผิดประเด็นและคำพยานหลักฐาน
๒.เมื่อจำเลยแต่ละคนประมูลแชร์ได้แล้ว ต่างได้ทำเอกสารตามฟ้องให้นายลั่งนายวงแชร์ไปเก็บเงินจากลูกวง เงินที่นายลั่งเก็บมาจากโจทก์นั้น จำเลยก็ได้รับไปแล้ว เอกสารที่จำเลยทำและมอบให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นหลักฐานที่จำเลยที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์โดยตรง นายลั่งเพี่ยงแต่ลงลายมือชื่อในสัญญาผู้ค้ำประกันเท่านั้น เมื่อจำเลยยังไม่ได้ชำระเงินให้โจทก์เพราะแชร์ล้มเลิกเสียกลางคัน จำเลยก็มีหน้าที่จะต้องใช้ให้โจทก์
๓.บทบัญญัติมาตรา ๑๑๘ แห่งประมวลรัษฎากรมีความหมายเพียงว่า เมื่อเอกสารใดยังมิได้ปิดแสตมป์ให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร ก็จะนำมาแสดงเป็นพยานหลักฐานให้ศาลรับฟังยังไม่ได้เท่านั้น มิได้หมายความว่าจะใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมไม่ได้ด้วย และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ วรรค ๑ ก็ไม่ได้บัญญัติไปถึงว่าหลักฐานที่เป็นหนังสือนั้น ขณะยื่นฟ้องจะต้องเป็นหนังสือที่ใช้เป็นพยานหลักฐานได้ด้วย ทั้งนี้ ก็เพราะขณะยื่นฟ้องยังไม่จำเป็นต้องใช้เป็นพยานหลักฐาน แม้จะยังไม่ได้เสียอากรแสตมป์ให้สมบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร ก็ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมขณะยื่นฟ้องได้แล้ว และคดีนี้จำเลยต่างก็รับว่าเอกสารหมาย จ.๒,๓,๔ ซึ่งเป็นต้นฉบับของสำเนาเอกสารท้ายฟ้องตามลำดับคดีเป็นเอกสารที่จำเลยทำให้นายลั่งนำไปเก็บเงินจากโจทก์ และมอบให้โจทก์ไว้เป็นหลักฐานเช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องอาศัยเอกสารหมาย จ.๒,๓ และ ๔ เป็นพยานหลักฐานในคดี หากเอกสารเหล่านี้จะไม่ได้เสียอากรแสดมป์ให้สมบูรณ์ ก็ไม่ทำให้จำเลยพ้นความรับผิดในการต้องใช้เงินตามเอกสาร
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 109 - 111/2507
นายเมธา เลาหะศีรานนท์ โจทก์
นางบรรจง จรัสศิลป์ นายไว ชโลกุล นายชิน หล่อตระกูล ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายเมธา เลาหะศีรานนท์ · ล. - นางบรรจง จรัสศิลป์ นายไว ชโลกุล นายชิน หล่อตระกูล |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สวัสดิ์ พานิชอัตรา · วิชัยนิตินาท · คร้าม สิวายะวิโรจน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายไชยนัฐ ธีรพัฒนะ · ศาลอุทธรณ์ - นายสวัสดิ์ นราภิรมย์ขวัญ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา