⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 947/2507

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 947/2507

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ แม้จำเลยอุทธรณ์เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่จำต้องคำนึงถึงผลร้ายแก่จำเลย หากเป็นการแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมายและไม่เพิ่มเติมโทษให้สูงขึ้น.

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษจำเลยตามบทหนัก จำเลยฝ่ายเดียวอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่าจำเลยผิดหลายกระทงให้ลงโทษตามกระทงที่หนักที่สุด ส่วนกำหนดโทษให้คงเดิมดังนี้ เป็นเรื่องศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยมาไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะพิพากษาแก้เสียให้ถูกต้องโดยไม่เพิ่มเติมกำหนดโทษจำเลยให้สูงขึ้นอีกได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.212 ประมวลกฎหมายอาญา ม.41 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองฐานควบคุมเรือยนต์และเรือกลไม่รับอนุญาต ไม่จุดโคมไฟและประมาทเป็นเหตุให้คนตาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม พ.ศ.๒๔๕๖ มาตรา ๑๐๔,๑๐๕,๑๑๐,๒๘๒ พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.๒๔๗๗ มาตรา ๓ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๑ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ควบคุมขับเรือยนต์หางยาวและเรือกลโดยไม่มีประกาศนียบัตรและละเลยไม่ติดโคมไพในเวลาเดินเรือกลางคืน ขับเรือด้วยความเร็วสูงในขณะฝนตกเดือนมืด จนเรือทั้ง ๒ แล่นเข้าหากันในระยะกระชั้นชิดแล้ว จึงต่างแลเห็นเรืออีกฝ่ายหนึ่งซึ่งไม่ทันป้องกันมิให้เรือชนกันได้ เป็นเหตุให้เรือจำเลยที่ ๒ ชนเรือจำเลยที่ ๑ และผู้โดยสารจมน้ำถึงแก่ความตาย ๓ คน โดยจำเลยมีความประมาทเท่า ๆกัน พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยามพ.ศ.๒๔๕๖ มาตรา ๑๐๔,๑๐๕,๑๑๐,๒๘๒ และประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๔๑ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๔๑ ซึ่งเป็นบทหนัก มีกำหนดคนละ ๔ ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยทั้งองไว้ คนละ ๓ ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงมาชอบแล้ว แต่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตามบทหนักนั้น ไม่เห็นด้วย พิพากษาแก้ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดควบคุมขับเรือยนต์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยามพ.ศ.๒๔๕๖ มาตรา ๑๐๔,๑๑๐ กระทงหนึ่ง ผิดฐานไม่จุดโคมไพสัญญานเรือในกลางคืนตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วมาตรา ๒๘๒ พระราชบัญญัติเดินเรือในน่านน้ำไทยพ.ศ.๒๔๗๗ มาตรา ๓ กระทงหนึ่ง ผิดฐานกระทำประมาทให้คนตายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๑ อีกกระทงหนึ่ง แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๑ ซึ่งเป็นกระทงหนักที่สุดตามมาตรา ๙๑ ส่วนกำหนดโทษให้คงเดิม จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยกระทำความผิดหลายบทหลายกระทง ต่างกรรมต่างวาระกันนั้น ไม่ถูกต้อง การกระทำผิดของจำเลยควรเป็นความผิดกฎหมายหลายบทเท่านั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ฟ้องของโจทก์ได้ระบุกล่าวแยกการกระทำของจำเลยมาเป็นกิจจะลักษณะแต่ละกรรมและข้อเท็จจริงก็ฟังได้เช่นนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกระทงตามที่ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดมานั้นถูกต้องแล้ว คงมีปัญหาว่าเมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ในข้อนี้ ศาลอุทธรณ์จะมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้หรือไม่ ตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๑๒ นั้น ย่อมเห็นได้ว่ากฎหมายห้ามเพียงมิให้พิพากษาเพิ่มเติมกำหนดโทษจำเลยขึ้นอีกเท่านั้น ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่า ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยมาไม่ถูกต้องก็ชอบที่จะพิพากษาแก้เสียให้ถูกต้อง โดยไม่เพิ่มเติมกำหนดโทษจำเลยให้สูงขึ้นอีกได้ แต่ข้อที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานควบคุมขับเรือยนต์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม พ.ศ.๒๔๕๖ มาตรา ๑๐๔,๑๑๐ กระทงหนึ่ง ผิดฐานไม่จุดโคมไฟสัญญานเรือในเวลากลางคืนตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว มาตรา ๒๘๒ และพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.๒๔๗๗ มาตรา ๓ กระทงหนึ่งนั้น ปรากฎว่า การปรับบทมาตราลงโทษจำเลยไขว้กัน พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานควบคุมเรือยนต์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.๒๔๕๖ มาตรา ๒๔๒ ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.๒๔๗๗ มาตรา ๓ กระทงหนึ่ง ผิดฐานไม่จุดโคมไฟสัญญานเรือในเวลากลางคืนตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.๒๔๕๖ มาตรา ๑๐๔,๑๑๐ กระทงหนึ่ง นอกจากที่แก้นี้แล้ว คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 947/2507 อัยการจังหวัดศรีสะเกษ โจทก์ นายสมนึก ธานี ที่ 1 นายเลี้ยง โคภารัตน์ ที่ 2 ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดศรีสะเกษ · ล. - นายสมนึก ธานี ที่ 1 นายเลี้ยง โคภารัตน์ ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เจน เวชศิลป์ · สอาด นาวีเจริญ · สวิง ลัดพลี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายแถม กุลนานันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายอุดม เพชรคุปต์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4825/2553ฎีกา 1502/2550ฎีกา 6247/2545ฎีกา 400/2529ฎีกา 1447/2531ฎีกา 3987/2526ฎีกา 6178/2541ฎีกา 1093/2568ฎีกา 2848/2527ฎีกา 3146/2541ฎีกา 30/2511ฎีกา 255/2529ฎีกา 632/2513ฎีกา 7945/2542ฎีกา 477/2491ฎีกา 9026/2553ฎีกา 7570/2541ฎีกา 1597/2532ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1514/2532ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 1089/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา